สนามการเลือกตั้งเริ่มนับ 1 หลังจากประกาศยุบสภา บรรดาพรรคการเมืองเตรียมความพร้อมไพร่พล ขุนศึก นายกอง เริ่มระดมสรรพกำลัง แม่ทัพใหญ่หลายพรรคเริ่มโหมโรงนโยบายเรือธงหมัดเด็ด เพื่อใช้หาเสียงสู้ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่งนโยบายส่วนใหญ่ชูนโยบายประชานิยมแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องเป็นหลัก วันนี้ ทีมข่าวเดลินิวส์” ถือโอกาสจับเข่าคุย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค“ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ถึง นโยบายเรือธงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ทุบราคาน้ำมัน โดยไม่เน้นนโยบายแจกเงินของพรรคมีแนวนโยบายอย่าไร

โดย“พีระพันธุ์” เปิดประเด็นว่ากฎหมายเรื่องราคาน้ำมัน ผมทำตอนที่เป็น รมว. พลังงาน ตามแผนจะประกาศใช้ปี 2569 ซึ่งตอนนั้นกระทรวงพลังงานไม่มีกฎหมายควบคุมการค้าน้ำมัน มีแต่กฎหมายการอนุญาตให้ค้าน้ำมัน แต่ไม่มีการควบคุมว่า ควบคุมมิให้การค้าน้ำมันเอาเปรียบประชาชนอย่างไร อันนี้ต้องแก้ไข ถ้าผมอยู่ในตำแหน่ง รมว. พลังงานในตอนนั้นจะประกาศใช้กฎหมาย ทันที โดยให้มีการแจ้งต้นทุนราคาน้ำมันเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ขณะเดียวกันจะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่จะเปลี่ยนเป็นประเทศไทยต้องมีน้ำมันสำรอง ผมยืนยันว่านโยบายของพรรคสามารถ ทุบราคาน้ำมัน 30 บาทต่อลิตรได้แน่นอน

@ นโยบายหลายพรรคใช้ประชานิยมแจกเงินแต่นโยบายของพรรครทสช.แตกต่างออกไปซึ่งไม่แจกเงินแต่จะจ้างงานแทนประชาชนจะซื้อหรือไม่

ผมเห็นว่าวิธีแจกเงินเป็นการสปอยคน ซึ่งไม่ถูกต้อง เราต้องทำให้คนรู้สึกว่าเขาจ่ายภาษี ภาษีที่เขาจ่ายควรจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เขาจ่ายภาษี แต่ไปแจกคนอื่น ผมว่ามันไม่เป็นธรรมกับคนที่จ่ายภาษี แต่ถ้าเราบอกว่าภาษีทั้งหมดดูแลคนทั้งประเทศ เวลาที่มีคนตกงาน รัฐต้องดูแลไม่ใช่ไปแจกเงิน ต้องหางานให้เขาทำ โดยนโยบายของพรรครทสช.นั้น ขั้นต่ำจะมีการจ้างงานภาครัฐ 3 แสนตำแหน่ง ทำให้มีงานทำทันทีอย่างน้อย 3 แสนคน ตำแหน่งละ 12,000 บาทต่อเดือน แต่ตรงนี้ต้องดูงบประมาณ ซึ่งก็จะสามารถทำให้คนมีรายได้ไม่ใช่เอาเงินไปแจกฟรี ๆ รวมถึงจะมีการตั้งกองทุนช่วยเหลือ โดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่ต้องใช้หนี้ด้วยการทำงาน ระบบของผมใช้หนี้ด้วยงาน เพื่อแก้ปัญหากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่เป็นปัญหาฟ้องร้อง โดยจะใช้นโยบายยกเลิกระบบการฟ้องร้อง แต่เป็นการใช้หนี้ด้วยการทำงาน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1. จงใจโกง อันนี้ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด กลุ่มที่ 2. ไม่มีงานทำ และกลุ่ม 3. มีงานทำแต่มีภาระครอบครัว ส่วนนโยบายการลบเครดิตบูโร ถือเป็นปัญหาของประชาชนที่จ่ายหนี้ไม่ได้ทำให้มีประวัติเสีย ขณะที่นโยบายเรื่องบัตรเครดิต ไม่มีกฎหมายดูแล ถือเป็นวิกฤติครัวเรือนที่ต้องแก้ปัญหา ขณะที่พวกสแกมเมอร์และคนทุจริต ต้องใช้โทษประหารชีวิต

ผมคิดว่าปัญหาหลายอย่างของประเทศที่มันไม่ได้แก้หรือแก้ไม่จบ และพัฒนาจนมาเป็นวิกฤติ ไม่ใช่แค่แก้ปัญหา แต่ปัญหาค่อย ๆ พัฒนาความร้ายแรงเป็นวิกฤติของประเทศทั้งหมด เพียงเพราะว่าไม่มีความเด็ดขาดในการแก้ไขและความเอาจริงเอาจัง

ฉะนั้นปัญหาทุกอย่างในประเทศนี้ ทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ปัญหาทุนเทาสแกมเมอร์ ปัญหา ค่าครองชีพ เรื่องการดูแลสังคมให้ดีขึ้นและการดูแลเกษตรกร ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความเด็ดขาดเอาจริงเอาจัง ไม่สนใจว่าจะกระทบนายทุน เอาประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เชื่อว่าเราแก้วิกฤติต่าง ๆ ได้ เพราะสถานการณ์วันนี้คิดว่าต้องใช้ยาแรง เปรียบเหมือนคนเป็นมะเร็งหมอเขาตัดแขนตัดขาทิ้งเพื่อรักษา

 เพราะฉะนั้นวันนี้คนทุจริตโกงเงินชาติ โกงเงินคนทั้งแผ่นดิน เงินที่โกงควรจะเอามาพัฒนาประเทศ วันนี้เรื่องสแกมเมอร์ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ เราต้องปรับปรุงโครงสร้าง เพราะคดีสแกมเมอร์ตอนนี้ต้องไปเทียบกฎหมายฉ้อโกง กฎหมายฟอกเงิน ที่ต้องรอกระบวนการลงโทษ คดีพวกนี้ต้องลงโทษตามคำพิพากษาทันที ลูกและภรรยา ต้องรับผิดชอบคืนเงินให้หลวง ไม่ใช่รอ คดีไม่จบสักที และพรรคกำลังร่าง กฎหมายจัดการสแกมเมอร์ ผมทำอยู่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน

นอกจากนี้นโยบายของพรรคยังมีเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกร นโยบายของเราใครอยากเรียนต้องได้เรียน เปลี่ยนระบบการศึกษา อยากเรียนต้องได้เรียน มีเด็กหลายคนอยากเรียน แต่ไม่มีเงิน สามารถเข้าไปสมัครเรียนได้เลย แต่ต้องเรียนให้จบ จะได้กำหนดได้ว่าเมื่อเด็กเรียนจบมาแล้วมีงานทำด้านอะไร เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้วเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ส่วนนโยบายด้านเกษตรกร ผลิตปุ๋ยของรัฐให้ชาวนาใช้ในราคาที่ต่ำ และส่งเสริมให้ผลิตน้ำมันจากพลาสติกไปใช้ในรถทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนให้ต่ำลง สุดท้ายตัดพ่อค้าคนกลาง ทำอย่างไรจะให้ชาวนาและเกษตรกรเหล่านี้ขายตรงผ่านระบบแอปพลิเคชันต่าง ๆ ผมเชื่อว่าชีวิตความเป็นอยู่เขาจะดีขึ้น สุดท้ายปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ป่ารุกคน คนรุกป่า พรรคมีนโยบาย ตั้งศาลที่ดินแก้ข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ระหว่างรัฐกับเอกชน

@หลังการเลือกตั้งจุดยืนในการตั้งรัฐบาลของพรรครทสช.เป็นอย่างไรบ้าง 

ผมบอกมาเสมอว่าเราสามารถทำงานกับทุกพรรคได้ แต่นโยบายของพรรคต้องปฏิบัติได้ด้วยและเอานโยบายพรรคของเราไปทำด้วย ที่สำคัญที่สุดต้องไม่มีนโยบายหรือดำเนินการใดที่ กระทบต่อสถาบันหลักของชาติ และไม่เอื้ออำนวยต่อสแกมเมอร์ ทุนสีเทา แต่ต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้ทันที แน่นอนว่าการจัดลำดับความสำคัญหากเป็นรัฐบาล จะต้องแก้ปัญหาของชาติจะต้องมาเป็นอันดับแรก ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาต้องจบ และ มะเร็งร้ายของประเทศชาติ คือ พวกคนชั่วโกงเงินชาติ สแกมเมอร์ ทุนสีเทา และคนโกงเงินประชาชน ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด และสุดท้ายเรื่องพลังงานจะต้องจัดการทุบราคาพลังงานให้ลดลง โดยการหาเสียงจะชูนโยบายว่าปัญหาทุกอย่างจะต้องเด็ดขาด และผมพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง และทำเพื่อประโยชน์ของประเทศ

@ จุดแข็งของ 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ละคนมีจุดแข็งอย่างไรบ้าง 

สำหรับผมคงไม่ต้องพูด แต่อีก 2 คนคือ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เป็นคนหนุ่มไฟแรง และมีความรู้รอบด้านเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเป็นคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองมานานพอสมควร การทำงานการเมืองไม่ใช่แค่มีความรู้ แต่ต้องมีความเข้าใจบริบททางการเมืองด้วยและวิธีการทำงานด้วย ขณะเดียวกันปัญหาในภาพรวมประเทศ เราไม่ได้มองแค่เศรษฐกิจในเรื่องการค้าขาย เศรษฐกิจในเชิงอุตสาหกรรม แต่มีเรื่องของเกษตรกรรม ปัญหาเกษตรกรที่เดือดร้อน ปัญหาชาวนา ชาวไร่ และปัญหาเรื่องการทำกิน ซึ่ง นายนราพัฒน์ แก้วทอง มีความรู้ทางด้านเกษตรเยอะมาก เชื่อมั่นว่าทั้ง 2 ท่านจะมาช่วยเสริมงานของพรรคให้ครบรอบด้าน.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่