ภายใต้มาตรการตั้งรับช่วงเทศกาล และกฎหมายที่พยายามยกระดับความปลอดภัยเพิ่มขึ้น พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกฮอล์(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 เป็นอีกฉบับที่ถูกจับตา โดยเฉพาะ“ข้อบังคับใหม่”ที่โยงความรับผิดชอบมาถึง“ผู้ขาย” กับข้อห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา
ข้อบังคับใหม่นี้เป็นไปได้แค่ไหน กับการบังคับใช้จริง “ทีมข่าวอาชญากรรม”สอบถามมุมมอง นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภันทางถนน(ศวปถ.) สะท้อนการห้ามขายให้คนเมายังเข้มงวดไม่ได้จริง เพราะไร้นิยาม“การครองสติไม่ได้”ที่ชัดเจน ทำให้ร้านไม่รู้ว่าต้องประเมินอย่างไร จึงยังเป็นช่องโหว่

ขณะตัวช่วยที่ทำได้คือ ปัจจุบันมีการปลดล็อกให้เครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ ร้านอาจใช้สิ่งนี้มาตรวจ เทียบเคียงกับ ATK ตรวจโควิด-19 ที่ทำให้การตรวจเบื้องต้นทำได้ง่าย ในราคาไม่แพง เครื่องมือเหล่านี้ควรถูกพัฒนามาตรฐาน และกระจายไปสู่ร้าน สถานบริการ และด่านชุมชนให้มากขึ้น
สำหรับ“โมเดล”ตรวจเมาของต่างประเทศ มักใช้การสังเกตอาการเป็นหลัก และการรณรงค์ให้ทุกร้านมีเครื่องเป่าเพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทั้งแบบฟรี และแบบเสียเงิน มีใบรับรองจากหน่วยงานรัฐ ที่คนขับสามารถตรวจก่อนออกจากร้าน และเก็บใบแสดงหลักฐานไว้ยื่นให้ตำรวจเมื่อเจอด่านตรวจ เป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายร้านที่ระบุได้ว่าคนขับไม่ได้เมาออกจากร้าน ขณะคนขับมีหลักฐานว่าไม่ได้เมาให้ตำรวจ

ผู้จัดการ ศวปถ. ยังเผยอีกโจทย์สำคัญคือ การดื่มในเด็กที่ยังไม่สามารถ“โยงความรับผิดชอบ”ไปที่ต้นทาง ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย แม้การดื่มของเด็กจะเข้าข่ายทั้งพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ที่เอาผิดผู้ปกครอง และพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯในการเอาผิดร้านที่ขายได้
เนื่องจากการดำเนินการจำเป็นต้องมีผลตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ ใช้เพียงรับรู้“กลิ่น”ไม่ได้ แต่ในข้อเท็จจริงคือ ทางการแพทย์จะไม่ตรวจ หากไม่ได้รับการแจ้งจากตำรวจ ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุหากตำรวจไม่แจ้ง แพทย์จะไม่ตรวจ ทำให้ไม่มีผลแอลกอฮอล์ไปดำเนินการต่อ ประเด็นนี้เป็นอีกช่องโหว่ที่ตำรวจและสาธารณสุขต้องทำให้ชัดเจน

“ระบบสาธารณสุข และตำรวจ ยังมีช่องว่างการดำเนินการตรวจวัดแอลกอออล์ในเด็ก ตำรวจอ้างงานเยอะช่วงเทศกาลไม่มีเวลามาแจ้ง สาธารณสุขก็ไม่ตรวจถ้าตำรวจไม่มาแจ้ง”
เฉพาะปีใหม่ที่ผ่านมามีเด็กบาดเจ็บเข้า รพ. ถึง 428 ราย ที่พบการดื่มร่วมด้วย แต่ไม่ได้ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง เพราะไม่ได้ตรวจวัดแอลกอฮอล์
ผู้จัดการ ศวปถ. ชี้อีกประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับความเสี่ยงอุบัติเหตุปีใหม่ ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ “ก่อน” 7 วันอันตราย สร้างความสูญเสียนับร้อยชีวิต

ยกตัวอย่าง ปีใหม่ 67 ก่อน 7 วันอันตรายในปีนั้น (29 ม.ค.66-4 ม.ค.67) วันที่ 27-28 ธ.ค.66 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนแล้ว 118 ราย ขณะปีใหม่ 68 ก่อน 7 วันอันตราย ( 27 ธ.ค.67-2 ม.ค.68) วันที่ 25-26 ธ.ค.67 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนแล้ว 110 ราย
ปัจจัยที่ทำให้ช่วงดังกล่าวมีความสูญเสียมาก มาจากหลังวันคริสต์มาส(25 ธ.ค.) หน่วยงานและองค์กรจะปิดทำการ ทำให้คนเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยว/กลับภูมิลำเนาจำนวนมาก

ผู้จัดการ ศวปถ. ระบุ กลุ่มเดินทางกลับเร็วมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากทั้งความอ่อนล้า(หลับใน) เพราะการเร่งงานก่อนกลับบ้านปลายปี ทำให้พักผ่อนน้อย การออกเดินทางเร็วเลี่ยงวันรถติด ทำให้การจราจรอยู่ในสภาพที่ทำความเร็วได้ รวมถึงปัจจัยการเหมารถกลับ โดยเฉพาะรถตู้ส่วนบุคคลทำให้ไม่มีระบบติดตามความปลอดภัยทั้งชั่วโมงการขับขี่ การควบคุมความเร็ว
นอกจากนี้ การปลดล็อกเวลาดื่มที่ทำให้เริ่มดื่มเร็ว มีช่วงเวลาดื่มนานขึ้น ยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงเพิ่มช่วงปีใหม่ ดังนั้น ทิ้งท้ายความเข้มงวดยังคงต้องมุ่งไปที่ปัจจัยหลักคือ ขับเร็วที่ติดอันดับสูงสุดทุกเทศกาล และการใช้กล้องตรวจจับความเร็วไม่เพียงพอ เพราะใช้เวลากว่าใบสั่งจะแจ้งเตือน จึงไม่มีผลให้ลดพฤติกรรม
พร้อมเสนอให้เพิ่มมาตรการหยุดยั้งเฉพาะหน้าที่ได้ผลกว่าคือการวางกรวย ตั้งด่านที่เสมือนเป็นการแจ้งเตือนและมีผลให้รถชะลอการใช้ความเร็วทันที เพิ่มความปลอดภัยได้มากขึ้น.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



