เกี่ยวกับปัญหาการ “ใช้โซเชียลไม่เหมาะสม” ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ กับ “วัด–พระ” นั้น กรณีนี้กำลังเป็นปัญหาที่สังคมไทยให้ความสนใจ หลังจากพบกรณีลักษณะเช่นนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่ม “พระ–วัด” ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะมีเจตนาดี ที่มีการใช้งานสื่อโซเชียลเพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่คำสอนพระพุทธศาสนา หรือกิจกรรมพระพุทธศาสนาให้กับคนทั่วไป…
แต่ก็มีบางส่วนที่ “ใช้โซเชียลไม่ถูกต้อง”
มีทั้งใช้งานผิด ๆ โดยไม่ได้มีเจตนาไม่ดี
หรือ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” จึงใช้ไม่ถูกต้อง
ทั้งนี้ เกี่ยวกับ “แนวทางการใช้งานโซเชียลให้ถูกต้อง” โฟกัสที่ผู้ใช้งาน คือ “วัด” และ “พระสงฆ์-สามเณร” นั้น สำหรับข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะขอสะท้อนต่อเกี่ยวกับข้อมูลเรื่องนี้ เป็นแนวทางที่เผยแพร่ไว้โดย เฟซบุ๊กสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง ได้ให้แนวทางเกี่ยวกับ “การใช้สื่อออนไลน์ของวัด” ไว้ได้น่าสนใจ โดยระบุในโพสต์ดังกล่าวว่า… ในยุคดิจิทัลนั้น สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ หรือติ๊กต็อก เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้วัดเผยแผ่พระศาสนา และสื่อสารกับญาติโยมได้อย่างไร้พรมแดน แต่โซเชียลก็เป็นเสมือน “ดาบสองคม” เช่นเดียวกัน…
ที่เสี่ยงกระทบต่อสมณสารูปและวัดได้
จนอาจจทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมาย
และด้วยเหตุนี้ ทำให้การ “ใช้สื่อสังคมออนไลน์” ของวัดและพระนั้น จึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง ซึ่งสำหรับ “วิธีใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้ถูกต้อง” โดยไม่สุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดผลกระทบกับพระและวัดนั้น ทาง เฟซบุ๊กสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง ได้รวบรวมแนวทางต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ดังต่อไปนี้…

เริ่มจาก… “ต้องเข้าใจกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” รวมไปถึงระเบียบต่าง ๆ ก่อนที่จะโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะ “พระเลขา–แอดมินวัด” ได้แก่… 1.กฎหมายของรัฐ เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อาทิ การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ได้แก่ ข่าวปลอม ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือกรณี ตัดต่อภาพผู้อื่นให้เสื่อมเสีย ก็อาจมีความผิด โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท, พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA โดยวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล หากเก็บข้อมูลส่วนตัวของญาติโยมไว้ ต้องแจ้งให้ญาติโยมทราบวัตถุประสงค์ และ ต้องได้รับการยินยอมเสียก่อน เป็นต้น
รวมถึง “กฎหมายอาญา” เช่น หมิ่นประมาท
นอกจากนี้ในส่วนกฎหมายของรัฐ กับระเบียบต่าง ๆ ที่วัด และแอดมินของวัดต้องศึกษาให้ดี ๆ แล้ว ยังมี “กฎและมติของคณะสงฆ์” ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจและศึกษาให้ดี ๆ เพื่อจะ ไม่เสี่ยงทำผิด อาทิ คำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง “ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2539” ซึ่งครอบคลุมถึงการโฆษณาบอกบุญผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และ มติมหาเถรสมาคมที่ 495/2568 เกี่ยวกับ “ข้อกำหนดเรื่องการใช้ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์”หรือ “e-Donation” เป็น “ข้อกฎหมาย–ระเบียบ”
ที่ “แอดมินเพจวัด–พระ” ต้องศึกษาให้ดี
ขณะที่ “หลักปฏิบัติการใช้สื่อออนไลน์ของวัด” ในแหล่งข้อมูลนี้ให้แนวทางต่าง ๆ ไว้ อาทิ… “การทำเพจ–การโพสต์เนื้อหา” มีหลักที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.ต้องแต่งตั้งผู้ดูแลสื่อออนไลน์เป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีเจ้าอาวาส หรือพระผู้ใหญ่เป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง, 2.ต้องโพสต์เนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ เน้นธรรมเทศนา ข่าวสารกิจกรรมวัด และเกร็ดความรู้ทางพระศาสนา, 3.ห้ามนำภาพหรือเพลงติดลิขสิทธิ์มาใช้ รวมถึง ห้ามโพสต์หรือแชร์ข้อมูลอันเป็นเท็จ
ส่วน “การเปิดรับบริจาคออนไลน์” มีเกณฑ์ปฏิบัติ ดังนี้… เปิดรับบริจาคโดยใช้บัญชีธนาคารในนามวัดเท่านั้น โดยห้ามมีชื่อบุคคลต่อท้าย, ใช้ระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร เพื่อความโปร่งใส ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 การบริจาคให้วัดจะนำไปลดหย่อนภาษีได้ จะต้องทำผ่านระบบนี้เท่านั้น และ ห้ามเรี่ยไรโดยใช้บัญชีส่วนตัว …นี่เป็นหลักสำคัญของเรื่องนี้
และกรณีที่ “วัดถูกโจมตี” หรือ “ถูกพาดพิงในโซเชียล” กรณีนี้ในแหล่งข้อมูลก็ได้ให้แนวทางปฏิบัติกรณีเกิดเหตุลักษณะนี้ไว้ด้วย ซึ่งแบ่งเป็น “ที่ควรทำ–ไม่ควรทำ” ได้แก่… “ควรทำ” คือ ตั้งสติและบันทึกหลักฐานทันที เช่น แคปเจอร์หน้าจอ หรือเก็บ URL ที่มีวัน เวลา ชื่อผู้โพสต์ไว้, กรณี “ข่าวปลอม” ให้ชี้แจงผ่านช่องทางที่เป็นทางการของวัดเท่านั้น และรายงานให้ทางเจ้าคณะปกครอง หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาในพื้นที่ให้รับทราบ และ “ที่ห้ามทำ” คือห้ามตอบโต้ทันทีด้วยอารมณ์ หรือ ใช้ถ้อยคำรุนแรง เพราะจะทำให้บานปลาย จนอาจจะเสี่ยงทำผิดข้อหาหมิ่นประมาทเสียเองได้…นี่เป็นแนวทางที่มีการแนะนำไว้
ทั้งนี้ แหล่งข้อมูลดังกล่าวยังได้แนะนำเพิ่มเติมถึง “วิธีป้องกัน” เพื่อไม่ให้พระ หรือแอดมินเพจของวัดนั้น เผลอใช้โซเชียลโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม โดยต้อง “ท่อง 4 ประโยคสำคัญ” เหล่านี้ให้ขึ้นใจ ได้แก่… โพสต์อย่างมีสติ แชร์อย่างระมัดระวัง รับบริจาคให้โปร่งใส ตอบโต้อย่างมีปัญญา ซึ่งคำแนะนำเหล่านี้นั้น… “พระ–แอดมินวัด” ใช้เป็น “ไกด์ไลน์” ได้
เพื่อป้องกันปัญหา–ป้องกันไม่ให้มีดราม่า
จากการที่ใช้สื่อโซเชียลแบบไม่เหมาะสม
จนเกิดเป็นกระแสให้สังคมติเตียนบ่อย ๆ.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



