สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 50% ต่อสินค้าจากแคนาดาหลายรายการ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. นี้

“เรากำลังเร่งการเจรจาการค้ากับสหรัฐ และจะไม่ลังเลที่จะปกป้องผลประโยชน์ของเราหากจำเป็น” คาร์นีย์ กล่าวในการประชุมมุขมนตรีแคนาดา พร้อมกับอธิบายว่า มาตรการใหม่ของสหรัฐ “ไม่มีเหตุผลอันสมควร” และแคนาดาจะดำเนินการทุกอย่างเท่าที่เป็นไปได้ หากไม่มีข้อตกลง โดยไม่ให้รายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับมาตรการตอบโต้

อนึ่ง ทรัมป์และคาร์นีย์ ตกลงกันในสัปดาห์นี้ว่าจะเร่งการเจรจาการค้าระดับทวิภาคี ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ตัดสินใจเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่าจะไม่ขยายเวลาข้อตกลงการค้าสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (ยูเอสเอ็มซีเอ) ออกไปอีก 16 ปี ซึ่งทำให้ข้อตกลงยังคงมีผลบังคับใช้ แต่ต้องมีการทบทวนประจำปี

ทั้งนี้ สหรัฐอยู่ระหว่างการเจรจากับแคนาดาและเม็กซิโกแยกกัน และรัฐบาลวอชิงตันระบุว่า การเจรจากับเม็กซิโกมีความคืบหน้ามากกว่า นั่นจึงทำให้เกิดความเสี่ยงที่ว่า สหรัฐอาจบีบให้แคนาดายอมรับข้อเสนอที่เม็กซิโกตกลง

อย่างไรก็ตาม คาร์นีย์กล่าวว่า รัฐบาลออตตาวาของเขาต้องการบรรลุ “ข้อตกลงที่ครอบคลุม” มากกว่าข้อตกลงที่มีขอบเขตเฉพาะภาคส่วนการค้า

แม้คาร์นีย์กล่าวว่า เขาและมุขมนตรีเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐ แต่ถึงอย่างนั้น รัฐ 10 แห่งกลับมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับวิธีการตอบโต้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS