“ถึงปีเก่าจะผ่านไป แต่บทเรียนยังอยู่ ขอบคุณทุกเรื่องที่ทำให้เราโตขึ้นอีกปี..ปีเก่ามันอาจไม่ดีที่สุด แต่เราก็ผ่านมันมาได้ นั่นแหละคือความสำเร็จ”
อันที่จริงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้นหลายคดี แต่มีอยู่คดีหนึ่งที่น่าสนใจและอยู่ในความสนใจของประชาชนด้วย เพราะมันเป้นเหตุการณ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดว่ามันจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริง
นั่นคือเหตุการณืที่ทหารหญิงยศ “ร.ท.” อายุ 29 ปี เข้าร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจาก “นางปวีณา หงสกุล” ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี หลังถูก “พล.ท.” เกษียณราชการ ทำร้ายร่างกาย คุกคามข่มขู่เอาชีวิตหลังจากบอกเลิกความสัมพันธ์ฉันชู้สาว
ทั้งยังถูกอีกฝ่ายหลอกไปทานอาหาร แต่กลับโดนวางยาพาไปขืนใจในโรงแรมม่านรูดย่านบางพลัด โดยให้ลูกน้องทหารยศ “ร.อ.” ช่วยลากตัวเข้าห้องพักและถ่ายคลิปไว้ข่มขู่อีกด้วย

ร.ท.หญิง เล่าด้วยความขมขื่นว่า ตอนปี 63 ตนยังเป็นนักศึกษาชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ครอบครัวฐานะยากจนต้องเลี้ยงดูย่า จึงต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ช่วงกลางวันและตอนเย็น จะไปรับจ้างยืนแจกขนมตามสถานีรถไฟฟ้าและห้างสรรพสินค้า วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะทำงานร้านอาหาร
ทำให้ได้พบกับ “พล.ท.” ที่มาทานอาหารกับกลุ่มเพื่อน โดยวันแรกที่เจอกัน ฝ่าย “พล.ท.” ให้ทิปมากถึง 10,000 บาท รู้สึกดีใจมากเพราะว่าเป็นช่วงที่ต้องจ่ายค่าเทอม คิดว่า พล.ท. เป็นผู้ใหญ่ใจดี ซึ่งเขาได้ให้ลูกน้องมาขอไลน์ส่วนตัว ติดต่อให้ไปทานข้าวด้วยกัน
ต่อมา นายทหาร ซื้อรถเก๋งให้ ซื้อคอนโดมิเนียมให้ แลกกับการคบหามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวและดูแลฝ่ายชายแบบใกล้ชิด เวลาสังสรรค์กับเพื่อนก็จะให้คอยชงเหล้ามาตลอด ภายหลังฝ่าย “พล.ท.” เริ่มออกอาการหึงหวง ไม่ยอมให้ออกไปไหน รวมทั้งไม่ยอมให้พูดคุยกับผู้ชายหรือแม้กระทั่งเพื่อนที่เป็น LGBTQ+

สุดท้ายพฤติกรรมความรุนแรงออกมาเป็นลักษณะ นายกับทาสรับใช้ เพราะเวลาอยู่ด้วยกันต้องทำทุกอย่างคอยเอาใจ หากทำอะไรไม่ถูกใจ ก็จะถูกทุบตี ไปไหนต้องบอกตลอดเวลา ถ้าเขาแชตไลน์มาแล้วไม่อ่านหรืออ่านช้า หรือโทรฯ มาไม่รับสาย ก็จะถูกด่าว่า ก่อนถูกตบตีทำร้ายร่างกาย
ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งโดนทำร้ายจนต้องเข้า รพ. เหตุจากไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วไม่ได้รับโทรศัพท์ ภายหลังอีกฝ่ายมาง้อบอกว่าจะซื้อคอนโดฯ ให้ 1 ห้อง แต่สุดท้ายก็ผิดคำพูด ใช้กำลังทุบตีเช่นเดิม ช่วงเดือน ต.ค. 68 ก็โดนทำร้ายอีกสาเหตุจากไม่ตอบไลน์ และตอบช้า เนื่องจากกำลังทำงาน อีกฝ่ายมาหาที่แฟลต เข้ามากระทืบจนช้ำระบมไปทั้งตัว
ต้องอดทนมานานเกือบ 6 ปี จนทนต่อไปไม่ไหว ขอแยกทาง จากนั้นวันที่ 5 ธ.ค.68 ฝ่ายชายจึงทวงคืนทรัพย์สินที่เคยให้ แต่เมื่อคืนให้แล้ว อีกฝ่ายกลับคุกคามชีวิตไม่จบสิ้น บุกไปห้องพัก (แฟลตทหาร) พังประตูคุกคาม หยอดกาวรถยนต์ ทำทรัพย์สินเสียหาย จนต้องแจ้งความแล้วตำรวจ สน.เตาปูน มาระงับเหตุ

ที่ไหนตามฝ่าย “พล.ท.” กลับเหิมเกริมเตะตนต่อหน้าตำรวจ มีการกระชากกล้องตำรวจ อ้างว่ารู้จักตำรวจใหญ่ จนตำรวจต้องไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย
จากนั้นวันที่ 21 ธ.ค. 68 ฝ่ายนายทหารโทรฯ มาหา บอกว่าหย่ากับเมียแล้ว จะไปอยู่ต่างประเทศ ขอเจอตนเป็นครั้งสุดท้ายโดยนัดพบที่ร้านอาหารย่านบางพลัด ด้วยความใจอ่อนและตั้งใจเอาพวงมาลัยไปขอขมา จึงเดินทางไปที่ร้านอาหารพร้อมกับน้องสาว ขณะอยู่ที่ร้านอาหาร ตนและน้องสาวดื่มไวน์เข้าไป 2 แก้ว รู้สึกเมาผิดปกติ พอดูดีๆก็พบว่าอีกฝ่ายเอาน้ำที่ก้นแก้วมีสีขาวขุ่นมาให้ดื่ม บอกว่าเป็นน้ำวิตามิน เมื่อตนและน้องสาวดื่มเข้าไปรู้สึกมึนงง
เวลาประมาณ 2 ทุ่ม เขาบอกว่ามีของขวัญจะให้ ขอให้ตนเดินไปเอาที่ท้ายรถ พอเปิดประตูท้าย อีกฝ่ายก็ผลักเข้าไปในรถ ก่อนเข้าชกต่อย จับกดลงกับพื้น ใช้สายรัดเคเบิลไทร์มือ 2 ข้าง และใช้สก๊อตเทปปิดปากไม่ให้ร้อง ระหว่างนั้นเห็นชายสวมหมวก “ไอ้โม่ง” มาขับรถให้ ก่อนจะพาออกไป โดยตนถูกจับกดและปิดตาอยู่ จึงไม่เห็นว่ารถวิ่งไปทางไหน
เมื่อไปถึงโรงแรมม่านรูด เขาจะลากลงจากรถ แต่ตนส่งเสียงกรีดร้อง จนพนักงานต้อนรับกลัวว่าจะมีปัญหาจึงไม่ยอมเปิดห้องให้ เขาพาตนไปโรงแรมม่านรูดอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก อีกฝ่ายลากลงจากรถพาเข้าไปในห้อง จึงรู้ว่า “ไอ้โม่ง” ที่ขับรถให้เขาคือ นายทหารยศ “ร.อ.” ที่เป็นลูกน้องของเขา ตนพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ถูกเขา 2 คน ลากไปที่เตียงนอน

ขณะนั้น ร.อ. ยกมือไหว้ “นายครับอย่าทำน้องเลยครับ” พล.ท. บอกว่ามึงอย่ามายุ่ง แล้วสั่งให้ “ร.อ.” ถอดกางเกงตนก่อนยืนดู จากนั้น “พล.ท.” ชกต่อยใบหน้าและลำตัวระบายความโกรธ ด่าว่า “มึงแจ้งความใช่มั้ย” ก่อนจะลงมือข่มขืนทั้งที่มัดมืออยู่จนสำเร็จความใคร่ และถ่ายคลิปเอาไว้ ตนรู้สึกเจ็บปวดสุดแสนสาหัส จากนั้นเขาถึงตัดสายรัดที่ข้อมือออก 1 เส้น แต่ยังมีสายรัดอีก 1 เส้นค้างอยู่ที่ข้อมือตน “พล.ท.” ยังข่มขู่ว่า “ถ้ามึงแจ้งความ มึงตายแน่”
หลังก่อเหตุเสร็จ พล.ท. และ ร.อ. ขับรถมาส่งที่ร้านอาหารเดิม น้องสาวเห็นสภาพตนสะบักสะบอม ตนขอให้ “ร.อ.” ช่วยตัดสายรัดเคเบิลไทร์ที่ค้างอยู่ที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งออก ก่อนที่ตนและน้องจะรีบขึ้นรถตัวเองแล้วขับออกจากร้านเพื่อไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากรู้สึกเจ็บที่ซี่โครงอย่างมาก
โดยน้องสาวบอกว่า หลังจากที่ตนออกไปกับ พล.ท. มีผู้หญิง 2 คน มานั่งคุยด้วยตีสนิทแล้วบอกว่ารู้จัก พล.ท. ตนมาคิดกับน้อง คาดว่า พล.ท. มีการวางแผนมาอย่างดี นัดให้ตนมาเพื่อพาไปทำร้าย-ข่มขืน และให้หญิงสาวทั้ง 2 คน มานั่งกับน้องเพื่อเป็นการถ่วงเวลาไม่ให้ตามหา
คืนนั้นหลังหาหมอเสร็จ ตนได้รีบไปแจ้งความที่ สน.บางพลัด ทันที ตำรวจส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เมื่อเขารู้ไปแจ้งความ เขาได้โอนเงินมาให้น้องตน 3 หมื่นบาท บอกเป็นค่ารักษาตน และโอนมาให้อีก 5 หมื่นบาท บอกให้เป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องนอนโรงพยาบาล

แต่ตนไม่ต้องการ จึงได้โอนเงินคืนไปหมดแล้ว และต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม ขอชีวิตตนคืน วันที่ 23 ธ.ค. 68 จึงมาร้องขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือ ตนต้องการจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
กระทั่งตำรวจได้ออกหมายจน “พล.ท.” ต้องแอบย่องเข้าไปมอบตัวกลางดีกเพื่อรับทราบ 4 ข้อหาคือ ร่วมกันกระทำชำเราฯ ร่วมกันทำร้ายร่างกาย ร่วมกันข่มขืนไม่ให้กระทำการใด และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว ส่วน “ร.อ.” ตำรวจได้บุกไปควบคุมตัวที่บ้านพักใน จ.นนทบุรี
ต่อมาศาลพิเคราะห์แล้ว ไม่อนุญาตให้ประกันตัว “พล.ท.” และ “ร.อ.” เนื่องจากข้อหามีอัตราโทษสูง เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและขัดต่อศีลธรรมอันดี กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราว หากอนุญาตปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะหลบหนีหรือจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นๆ
นี่เป็นอีกหนึ่งคดีอีกหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทย ผ่านมากี่ยุคกี่สมัยกี่เดือนกี่ปี ผู้หญิงก็ตกเป็นเหยื่อทางอารมณ์ทางเพศของผู้ชายอยู่วันยังค่ำ โดยเฉพาะเรื่องทางเพศ ทำไมผู้กระทำผิดถึงไม่รู้สึกสงสารหรือเห็นใจในความเป็นผู้หญิงที่เป็นเพศแม่ หรือคิดว่ากฎหมายบ้านเรามันอ่อนแอ..เลยไม่แยแสเกรงกลัว.
ข่าวสารตำรวจ

รับมอบกล้อง
พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม ผกก.สภ.ชุมแพ จว.ขอนแก่น พ.ต.ท.ดำรงค์ศักดิ์ ศิริแก้ว สวป.สภ.ชุมแพ รับมอบกล้อง Body Camera จากนายเสกสิทธิ์ สัธนะกุล นายกเทศมนตรีเมืองชุมแพ พร้อมคณะผู้บริหาร เพื่อมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชุมแพ ไว้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย ให้กับพี่น้องประชาชน

เยี่ยมจุดตรวจ
พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผบก.ภ.จว.นครพนม ออกตรวจเยี่ยม จุดตรวจ จุดบริการประชาชน สภ.หนองฮี ที่บริเวณหน้า สภ.หนองฮี ต.หนองฮี อ.ปลาปาก จ.นครพนม โดยมี พ.ต.ท.ศรายุทธ ศรีมัญจาบุรี สวญ.สภ.หนองฮี พร้อมด้วย พ.ต.ต.เอกชัย แสนคำ สวป.สภ.หนองฮี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดอำนวยความสะดวกบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ กำชับให้กวดขันวินัยจราจรในสิบข้อหาหลัก และอำนวยความสะดวก บริการประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนด้วยความสุภาพ ก่อนมอบสิ่งของและเครื่องดื่มเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่

ตรวจเยี่ยมจุดตรวจ
พ.ต.อ.ยิ่งยส เขินอำนวย รอง ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี ตรวจเยี่ยม จุดตรวจ จุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ บริเวณหน้าธนาคาร ธกส. สาขาบางปลาม้า อ.บางปลาม้า พร้อมกำชับการบังคับใช้กฎหมาย ใน 10 ข้อหาหลัก การให้บริการประชาชน ที่มาขอรับบริการหรือขอความช่วยเหลือ ให้บริการอย่างสุภาพ

ลงนามถวายพระพร
พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี เข้าร่วมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2569 โดยมี พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เป็นประธาน พร้อมด้วย รอง ผบช.ภ.7 , ผบก. ในสังกัด ภ.7 และคณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 เข้าร่วม ณ ศาลาราชประชาสมาคม (วังไกลกังวล) อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

บำรุงขวัญกำลังใจ
พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ตรวจเยี่ยม จุดตรวจ จุดบริการประชาชน เทศกาลปีใหม่ 2569 บริเวณสี่แยกหน้าเทศบาลตำบลลาดหญ้า พร้อมกำชับกวดขันวินัยจราจร เน้นเพิ่มการจับกุม ข้อหาขับรถขณะเมาสุรา ขับขี่ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เร่งระบายการจราจร ในเขตที่มีรถจำนวนมาก เพื่ออำนวยความสะดวก ให้แก่ประชาชน ใช้และ ให้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมมอบเครื่องดื่ม น้ำ เพื่อเป็นการบำรุงขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่
*****************************
คอลัมน์ : สน.รอตรวจ
โดย : บิ๊กสลีป



