หลังจบการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทย เตรียมต่อยอดความสำเร็จของนักกีฬาทีมชาติไทย ด้วยการเดินหน้าจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาคนพิการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งภูมิภาคอาเซียน กับการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ต่อทันที

ศึกอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 จะชิงชัยระหว่างวันที่ 20-26 ม.ค.2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา แข่งขันทั้งหมด 19 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา, ยิงธนู, แบดมินตัน, ฟุตบอล 5 คน, บอคเซีย, หมากรุกสากล, จักรยาน, ฟุตบอล 7 คน, โกลบอล, ยูโด, ยกน้ำหนัก, ว่ายน้ำ, เทเบิลเทนนิส, วอลเลย์บอลนั่ง, ยิงปืน, วีลแชร์บาสเกตบอล, วีลแชร์ฟันดาบ, วีลแชร์เทนนิส และโบว์ลิ่ง ชิงชัยรวม 493 เหรียญทอง

เช็กความพร้อมล่าสุด

“บิ๊กก้อง” ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ได้ดำเนินการควบคู่มากับการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่เพิ่งจบลงไป มาอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 20 วัน ทุกอย่างกำลังเตรียมการอย่างเป็นระบบและเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้

“ผู้เชี่ยวชาญ” ร่วมคุมเข้มตรวจคลาสนักกีฬา

“การจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการ มีรายละเอียดมากกว่ากีฬาของคนทั่วไป เนื่องจากต้องมีการตรวจคลาสนักกีฬา เพื่อแยกความพิการ นอกจากนี้รวมถึงระบบขนส่ง, การเดินทาง, ที่พัก, สนามแข่งขัน, สนามฝึกซ้อม, อุปกรณ์เทคนิค และบุคลากร ตลอดจนการบริหารจัดการ แต่ทั้งนี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความรู้ความสามารถในการดำเนินการอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวล เพียงแต่ได้กำชับให้ติดตามงานอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเท่านั้น” บิ๊กก้อง กล่าว

ขณะนี้การกำหนดอีเวนต์การแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ มีความนิ่งแล้ว เนื่องจากในการแข่งขันของกีฬาคนพิการ จะต้องเน้นเรื่องการตรวจคลาสแบ่งระดับความพิการซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะมีความซับซ้อนเรื่องการแบ่งคลาส แบ่งรุ่นต่าง ๆ จะต้องมี “ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายเทคนิคกีฬา” ที่จะทำงานส่วนนี้

กกท.มุ่งเป้าครองเจ้าเหรียญอาเซียน

ในส่วนความพร้อมของนักกีฬาพาราทีมชาติไทย ทั้ง 19 ชนิดกีฬานั้น ผู้ว่าการ กกท. ยืนยันว่า ทุกคนกำลังมุ่งมั่นตั้งใจฝึกซ้อม เพื่อให้พร้อมสำหรับการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง โดย กกท. ได้นำวิทยาศาสตร์การกีฬาและโภชนาการ เข้ามาใช้อย่างเต็มที่ เพื่อให้นักกีฬาพร้อมที่สุด ส่วนเป้าหมายของทัพพาราไทย ในอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้ ได้มีการประเมินร่วมกับสมาคมกีฬาทุกประเภทความพิการ และคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย เชื่อว่าเราจะสามารถครองเจ้าเหรียญทองได้ เพียงแต่จะต้องไม่ประมาทชาติคู่แข่ง โดยเฉพาะ “อิเหนา” อินโดนีเซีย ที่มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างน่ากลัว และเป็นคู่แข่งเบอร์ 1 ของนักกีฬาไทย

“สนามแข่งขันหลัก ที่ศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการแห่งชาติ จังหวัดนครราชสีมา ภายในศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเราได้ใช้ประโยชน์จากศูนย์แห่งนี้สำหรับใช้จัดการแข่งขันและเป็นสถานที่ฝึกซ้อมกีฬาคนพิการได้รับการปรับปรุงเพื่อใช้จัดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้ ขณะเดียวกันพื้นที่บางส่วนได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นศูนย์ฝึกกีฬาของคนพิการในระยะยาวอีกด้วย”

4กีฬาควอลิฟายไปเอเชียนพาราเกมส์ 2026

ดร.ก้องศักด เชื่อว่า ศึกอาเซียนพาราเกมส์ 2025 จะเป็นการแข่งขันที่สนุกสนานเข้มข้นเร้าใจอย่างแน่นอน เนื่องจากมีถึง 4 ชนิดกีฬา ได้แก่ กรีฑา, ว่ายน้ำ, ยกน้ำหนัก และจักรยาน ที่จะใช้เวทีนี้คัดเลือกนักกีฬาไปเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 18-24 ต.ค.69 ที่เมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ด้วย

ดังนั้น “อาเซียนพาราเกมส์” ครั้งนี้ จึงมีความตื่นเต้นและเป็นการแข่งขันที่มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง

“ผมเชื่อมั่นว่าชาติสมาชิกอาเซียนเพื่อนบ้านเราทุกประเทศต่างให้ความสำคัญอย่างมากกับศึกอาเซียนพาราเกมส์ 2025 โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย ที่แข็งแกร่งมาตลอด ก็จะส่งนักกีฬาชุดใหญ่มาแข่งขัน เพราะถือว่าครั้งนี้เป็นเวทีที่สำคัญ ส่วนไทยเองก็จะมุ่งมั่นอย่างเต็มที่เช่นกัน เพื่อเป้าหมายในการครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทอง รวมทั้งการควอลิฟาย ใน 4 ชนิดกีฬา เพื่อไปเข้าร่วมศึกเอเชียนพาราเกมส์ 2026 แม้ว่าอาจจะไม่ใช่งานที่ง่ายก็ตาม” ดร.ก้องศักด ย้ำ.