รัฐบาลปักกิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลโตเกียว ด้วยการห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางทั้งหมด สำหรับการใช้งานทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกจากจีนไปญี่ปุ่น ประมาณ 40% และขู่ว่าจะควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากให้เข้มงวดยิ่งขึ้น และไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น จีนก็เปิดการสอบสวนต่อต้านการทุ่มตลาดต่อวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิป นับเป็นการพุ่งเป้าไปที่อีกเสาหลักหนึ่งของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แคมเปญการกดดันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ต่อนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น สืบเนื่องจากความเห็นของเธอเกี่ยวกับไต้หวัน เพิ่งจะเริ่มต้น
การจำกัดแร่ธาตุหายากยังถือเป็นการท้าทายทรัมป์โดยตรง หลังผู้นำสหรัฐอวดอ้างว่า เขาแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ระหว่างการพบหารือกับสี ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งให้คำมั่นว่าจะยังคงส่งออกโลหะที่สำคัญต่อการผลิตทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องบินขับไล่ ไปจนถึงขีปนาวุธ
ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าทาคาอิจิกำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ซึ่งแม้รัฐบาลโตเกียวประท้วงการดำเนินการล่าสุดของจีน แต่จนถึงขณะนี้ เธอหักห้ามใจไม่ตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ซึ่งจะเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นในประเทศ เพราะผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่น ต้องพึ่งพาส่วนประกอบที่จัดหาจากจีน เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)
“แนวทางเบื้องต้นของญี่ปุ่นต่อท่าทีที่เอาแต่ใจของจีน คือ การหลีกเลี่ยงที่จะแสวงหาทางออกด้วยการประนีประนอม แต่ก็หลีกเลี่ยงการตอบโต้ในทันทีเช่นกัน ซึ่งญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะรออย่างอดทน และคาดหวังว่าจีนจะสงบสติอารมณ์ในที่สุด” นายเคิร์ต ตง อดีตนักการทูตอาวุโสของสหรัฐ ประจำเอเชีย กล่าว
เนื่องจากการสนับสนุนที่แข็งแกร่งในประเทศ ทาคาอิจิจึงปฏิเสธที่จะถอนคำพูดที่ว่า ญี่ปุ่นอาจดำเนินการแทรกแซงทางทหาร หากจีนพยายามยึดครองไต้หวัน แม้เธอได้รับการเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากรัฐบาลปักกิ่งก็ตาม
อนึ่ง ทรัมป์พยายามรักษาการสงบศึกกับจีน เพื่อรับประกันการจัดหาแร่ธาตุหายาก และก่อนการประชุมสุดยอดกับสี ที่กรุงปักกิ่ง ในเดือน เม.ย. นี้ แต่ในทางตรงกันข้าม โอกาสต่อไปของการเจรจาทางการทูตระดับผู้นำ ระหว่างสีกับทาคาอิจิ คือ การประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่เมืองเซินเจิ้น ในเดือน พ.ย. นั่นหมายความว่า ญี่ปุ่นอาจเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจเป็นเวลาหลายเดือน
ด้านนายเรียว ซาฮาชิ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวว่า โดยปกติแล้ว การทูตของญี่ปุ่นดำเนินตามแบบแผนที่ชัดเจน คือ ขั้นแรกต้องกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐก่อน จากนั้นค่อยเผชิญหน้ากับจีน แต่สถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
“สหรัฐกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดี ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงไม่สามารถใช้กลอุบายเดิม ในการเจรจากับจีนผ่านทางสหรัฐได้อีกต่อไป ทำให้ญี่ปุ่นเหลือเพียง 2 ทางเลือกเท่านั้น คือ การเจรจาทางการทูตกับจีนอย่างจริงจัง หรือปล่อยเรื่องนี้เอาไว้แบบนี้ไปก่อน” ซาฮาชิ กล่าวเพิ่มเติม
ขณะที่ นายไดสุเกะ คาวาอิ ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมนโยบาย จากมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวว่า สิ่งที่ทาคาอิจิต้องการคือ ข้อความสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลของทรัมป์ถึงจีน ซึ่งชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้ทำผิด รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์จีน.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



