“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถาม นายวีรศักดิ์  โชติวานิช ทนายความและนักกฎหมาย อธิบายนิยามเริ่มจากคำว่า “สินบน” หมายถึง ทรัพย์สิน เงินทอง หรือผลประโยชน์อื่นใด ที่ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลอื่น เพื่อจูงใจให้กระทำการ หรือละเว้นการกระทำในหน้าที่ ซึ่งขัดต่อกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล อันนี้เป็นความหมายที่ป.ป.ช. นิยามไว้

ส่วน“การให้สินบน” เช่น การให้เงิน บัตรกำนัลแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นสินน้ำใจตอบแทนที่ให้บริการ หรืออำนวยความสะดวกเมื่อไปติดต่อราชการ การให้เงินแก่โรงเรียนเพื่อให้รับลูกหลานเข้าเรียน และการให้เงินเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อมิให้ดำเนินคดีในความผิดตามกฎหมาย การรับเงินจากผู้รับเหมาก่อสร้างให้ผ่านการอนุมัติ เป็นต้น

การรับสินบน ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 128 กำหนดเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อมิให้เกิดการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน และเป็นกฎหมายที่ป้องกัน ปราบปรามเรื่องของสินบน

ขณะลักษณะเข้าข่ายรับสินบน แบ่งได้หลายประเภท เช่น “เงินแป๊ะเจี๊ยะ” หมายถึง เงินกินเปล่า มักใช้ในวงการศึกษา เช่น ให้เงินฝากบุตรหลานเข้าโรงเรียนดัง โดยได้เข้าเรียนห้องเก่ง ห้องพิเศษ

“เงินใต้โต๊ะ” หมายถึง เงินที่แอบให้กันโดยมิชอบ เพื่อจูงใจหรือตอบแทนเจ้าหน้าที่ดำเนินการอนุมัติ อนุญาต หรือเร่งรัดดำเนินงาน เช่น จ่ายเงินใต้โต๊ะให้ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคาร จ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อขออนุมัติการจ้าง

สำหรับ“ส่วย”ที่หลายคนคุ้นเคย นายวีรศักดิ์ ระบุ  สมัยโบราณหมายถึง“รายได้แผ่นดิน”ประเภทหนึ่ง เรียกเก็บเป็นสิ่งของหรือเงินตรา แทนการเข้าเวรหรือการเข้ารับราชการ เป็นนิยามคำว่าส่วยซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

แต่ปัจจุบันคำว่าส่วย เปลี่ยนความหมายและเปลี่ยนพฤติกรรมไป  ส่วยในปัจจุบัน เกิดจากการสมัครใจตกลงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อปล่อยให้ผู้ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายดำเนินธุรกิจต่อไปได้ หรือได้รับความคุ้มครอง หรือได้รับการอำนวยความสะดวก

“สินน้ำใจ” มีความหมายว่า เงินหรือทรัพย์สินที่ให้เป็นรางวัล นิยมใช้กับการให้สิ่งของ เพื่อตอบแทนที่บุคคลได้กระทำการให้ แต่บางกรณีการให้สินน้ำใจอาจเป็นสินบนได้

“ค่าดำเนินการ” แม้หลายคนไม่ยอมรับว่า คือการเรียกร้องเงิน แต่บอกเป็นค่าดำเนินการก็หมายถึงการเรียกสินบนเหมือนกัน ในกรณีเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ดำเนินการในการปฏิบัติหน้าที่ หรือเร่งรัด ส่วนใหญ่ปรากฏในการใช้“ดุลพินิจ”ของเจ้าพนักงานในการอนุมัติ อนุญาต หรือเร่งรัดการพิจารณา

“ค่าอำนวยความสะดวก” หมายถึง ค่าใช้จ่ายจำนวนเล็กน้อยที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่รัฐอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการให้เพียงเพื่อให้มั่นใจว่าจะดำเนินการตามกระบวนการ เพื่อให้รวดเร็วขึ้น โดยกระบวนการนั้นไม่ต้องอาศัยดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐและเป็นการกระทำอันชอบด้วยหน้าที่ รวมทั้งเป็นสิทธิหรือนิติบุคคลที่พึงได้ตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่มักอ้าง หรือคนที่ให้ก็บอกว่าเป็นค่าอำนวยความสะดวก แต่ถ้ามี“จำนวนเกิน”กว่าที่ควรจะได้ ก็ผิดเหมือนกัน

“เพราะจริงๆ แล้วถ้าเกี่ยวกับเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐ การทำหน้าที่ไม่ควรได้รับผลตอบแทนอะไร เพราะได้รับเงินเดือนจากการปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว”

อีกคำที่ได้ยิน “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” คือเจ้าหน้าที่เรียกเงินจากประชาชน“เกิน”ค่าธรรมเนียมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นค่าตอบแทนจากการทำหน้าที่  ค่าน้ำร้อนน้ำชาทั้งในวงการเอกชนหรือภาครัฐ มักปรากฏอยู่บ่อยครั้ง

“ค่าหัวคิว” คือการเรียกร้องเอาเงินหรือผลประโยชน์จากผู้ดำเนินกิจกรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีอำนาจในการดูแลเรื่องนั้น แลกกับความสะดวก

อีกคำที่ปรากฎในแวดวงศาสนาช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คือคำว่า “เงินทอนวัด” เงินทอนมีความหมายว่า เงินส่วนเกินจากราคาสิ่งของ ที่ต้องจ่ายคืนให้แก่ผู้จ่ายเงิน ในคดีเงินทอนวัดก็เป็นเรื่องของสินบนอย่างหนึ่งที่เรียกเก็บจากส่วนกลาง และคนที่ไปวิ่งเต้นนำเงินให้วัดในการทำนุบำรุงศาสนา แต่ก็ตกลงกับเจ้าอาวาสหรือแม้แต่การสร้างเมรุแล้วให้ทางวัดทอนกลับมา ก็เป็นเรื่องการทุจริตประเภทหนึ่ง

“กินตามน้ำ ค่ารับรอง และของขวัญ” คือการรับของสมนาคุณที่นำมาให้โดยไม่ได้เรียกร้อง แต่เป็นการกินตามน้ำ ซึ่งข้อเท็จจริงมีข้อกำหนดว่าเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการทุกประเภทจะรับเงินหรือสิ่งของ ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท แต่ธรรมเนียมไทยการให้ของขวัญในเทศกาลต่าง ๆ เป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม มูลค่าในการให้ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ จะนำทองหนัก 200 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ ฟังยังไงก็เกินกว่าของรับรอง ของขวัญ

นายวีรศักดิ์  เผยด้วยว่า  การให้-การรับ ทั้งผู้ให้-ผู้รับมีบทลงโทษทั้งหมด  มีกฎหมายทั้งป้องกัน ปราบปราม และมุ่งลงโทษกับเจ้าหน้าที่ผู้รับสินบน กรณีมีคนไปให้สินบนกับบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ จะไม่ผิดฐานให้หรือรับสินบน อย่างไรก็ตาม ผู้ให้สินบนเป็นได้ทั้งประชาชนและเจ้าพนักงาน เพราะตามกฎหมายได้ใช้คำว่า“ผู้ใด”คือผู้ให้สินบน ส่วน“ผู้รับ”สินบนต้องเป็นเจ้าพนักงาน

ตาม ป.อาญา มาตรา 144 ผู้ใดให้สินบนกับเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำการอันมิชอบ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายอีกฉบับที่เกี่ยวข้องกับทุจริต คือพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561  มาตรา 176  ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในกรณีผู้รับสินบนเป็นเจ้าพนักงาน ตาม ป.อาญา มาตรา 149 ทั้งการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือมิกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท หรือประหารชีวิต

จะเห็นได้ว่ากรณีผู้รับสินบนเป็นเจ้าพนักงาน กฎหมายนั้นครอบคลุมและพยายามปิดช่องทุกช่อง ไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบหน้าที่ และโทษสูงมาก

ส่วนมาตรา 173  เจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ ผู้ใด เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 – 400,000 บาท

ในบางครั้งการให้สินบนจะมีการใช้คนกลาง ถ้าประชาชนให้สินบนกับประชาชนเองจะไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่หากภายหลังคนกลางนำเงินไปให้เจ้าพนักงาน คนกลางนั้นมีความผิด ส่วนผู้ให้สินบนแก่คนกลาง จะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

เช่น นายไก่เป็นประชาชน นำเงินหรือสินบนไปให้นายไข่ ซึ่งเป็นประชาชนเหมือนกัน ต่อมานายไข่นำเงินไปให้กับเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย  ระหว่างนายไก่กับนายไข่ ไม่มีความผิด เพราะนายไข่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่นายไข่นำไปให้กับเจ้าพนักงานนายไข่ผิด

อย่างไรก็ตาม หากถามว่ากรณีลูกน้องคนสนิทจำยอมกระทำ เพราะขัดคำสั่งนายหรือผู้บังคับบัญชาไม่ได้ จึงไปหาทรัพย์สิน แล้วนำส่งเจ้าหน้าที่รัฐแทนนายจะมีความผิดหรือไม่ นายวีรศักดิ์ ให้ความเห็นว่าต้องดูที่การกระทำของลูกน้อง การอ้างทำตามคำสั่งเพราะเป็นลูกน้อง ไม่ทำไม่ได้ ตัวเองไม่ควรจะต้องรับผิด ส่วนตัวมองว่าจะปัดให้ตัวเองพ้นผิดไม่ได้ เมื่อดูว่าคำสั่งของนายเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

“ถ้าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะนำมาเป็นข้ออ้าง มันฟังไม่ได้ ต้องดูพฤติกรรมของตัวเองด้วยว่าการกระทำของตัวเองนั้น เป็นตัวการร่วมกับนายหรือว่าเป็นผู้สนับสนุน หรือว่าแยกต่างหาก ต้องดูที่ข้อเท็จจริง แต่ข้ออ้างที่บอกว่าทำตามคำสั่งนายอันนี้ไม่สามารถจะอ้างได้”

ส่วนคนที่ไปหาซื้อทองให้ ก็ต้องดูข้อเท็จจริง ถ้าสืบได้เห็นว่ารู้ ว่าคนที่ขอให้ไปหาทองจะนำทองไปใช้ประโยชน์อย่างไร ก็เข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนได้ แต่ถ้าข้อเท็จจริงว่าไม่รู้อะไรเลย เพียงแต่มีคนให้เงินไปซื้อทองมาให้ แล้วไม่รู้ด้วยว่าจะนำทองไปทำไม มีหน้าที่ไปหาซื้อมาให้ตามความต้องการ ก็ไม่น่าจะต้องไปร่วมรับผิด

กฎหมายหรือการติดตามไม่ยากสำหรับคดีอย่างนี้ เพราะสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในการสอบสวน วิธีการสอบสวนของตำรวจ แล้วนำไปสู่การพิจารณาของพนักงานอัยการ เมื่อคดีถึงศาลก็ต้องกรองข้อเท็จจริง แล้วจัดตัวจำเลยที่ถูกกล่าวหาแต่ละคนเกี่ยวข้องหรือไม่ ใครต้องถูกลงโทษในฐานใดบ้าง

ตัวอย่าง“ฎีกา”น่าสนใจเกี่ยวกับคนกลางส่งสินบน

ฎีกาที่ 8623/2561 คดีมีจำเลย 3 คน จำเลยที่ 1 และ 2 ถูกจับข้อหาผิด พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ แล้วปรากฏว่าขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 2 กับ 3 เท่านั้น เป็นผู้เสนอเงินสินบนให้ตำรวจปล่อยตัว โดยจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ร่วมเสนอเงินสินบน

จำเลยที่ 1 เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังถือไม่ได้ว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และ 3 ในลักษณะของตัวการ และความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 144 นั้น เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยที่ 2 และ 3 ให้หรือขอให้เงินสินบนแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว

การที่จำเลยที่ 1 นำเงินสินบนไปมอบให้แก่ตำรวจในภายหลัง จึงไม่เป็นผู้สนับสนุน เพราะการเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อาญา มาตรา 86 จะต้องเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำผิดก่อนหรือขณะกระทำผิดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่ตำรวจเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ด้วยการปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้พ้นจากการจับกุม เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และ 3 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ยังมีความผิดอยู่ แต่เป็นการกระทำความผิดฐานให้สินบนกับเจ้าพนักงาน ไม่ถือว่าร่วมกับจำเลยที่ 2 และ 3

และฎีกาที่ 58/2566  ได้วางหลักความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนตาม ป.อาญา มาตรา 144 จะสำเร็จ เมื่อมีการให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ แม้จะยังไม่ส่งมอบ นั่นคือตกลงเสนอสนองกันเรียบร้อยแล้วแต่ของยังไม่ให้  ศาลฎีกาวางแนวแล้วว่าความผิดสำเร็จแล้วตามกฎหมาย คือแค่ตกลงกันความผิดก็สำเร็จแล้ว.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน