ทั้งนี้ บทสรุปของซีรีส์ “ถอดรหัสไข้ดิน” เดินทางมาถึงจุดที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อไทยใกล้เข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งมีข้อมูลพบว่า… ช่วงเวลานี้มีแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อไข้ดินเพิ่มขึ้น และที่น่าตกใจยิ่งขึ้นในปัจจุบัน คือมีความเป็นไปได้ว่า… “ความเสี่ยงจากเชื้อไข้ดิน”
ไม่ใช่เรื่องไกลตัว “คนเมือง” อีกต่อไป
แต่มีความเสี่ยงไม่แพ้กับ “เกษตรกร”
เกี่ยวกับเรื่องน่ากังวลนี้ จากการพูดคุยกับ ดร.อาภาลักษณ์ ปาติยเสวี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ไขรหัสโรคนี้ในมิติมานุษยวิทยา ได้มีการสะท้อนว่า…โรคไข้ดินอาจไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในสังคมเกษตรกรรมอีกต่อไป เพราะในปัจจุบันนี้แม้แต่ใน “พื้นที่เมือง” ก็มีความเสี่ยงติดเชื้อไข้ดินได้เช่นกัน ซึ่งกรณีการเสียชีวิตของ “นินจา–วสันต์พรรษ” ช่างภาพชื่อดัง สะท้อนว่า… “คนในพื้นที่เมือง” ก็จำเป็น ต้องตื่นตัว เกี่ยวกับโรคนี้…

ดร.อาภาลักษณ์ ปาติยเสวี
ทั้งนี้ ดร.อาภาลักษณ์ อธิบายว่า…เชื้อสามารถหลบซ่อนตัวและอาศัยในสิ่งแวดล้อมมนุษย์ได้รอบตัว เช่น ใน สวนสาธารณะ คลอง หรือแม้กระทั่งในสวนสัตว์ และยิ่งตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ซึ่งทำให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติกินพื้นที่เป็นวงกว้างกว่าเดิม โดยกรณีนี้ก็อาจจะเป็นปัจจัยทำให้เชื้อไข้ดินที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวดินลึก ๆ หรือในน้ำถูกพัดพาขึ้น อีกทั้งกิจกรรมพื้นฐานต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น เช่น การขุดเจาะหน้าดินเพื่อก่อสร้าง การขุดบ่อน้ำบาดาลนั้น กรณีนี้ก็เป็นอีก “ตัวกระตุ้น” ทำให้ เชื้อที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ขึ้นมาสัมผัสคนได้ง่ายมากขึ้น… แหล่งคนเดิมระบุถึงข้อน่ากังวลนี้
ทาง ดร.อาภาลักษณ์ ยังพูดถึง“ความน่ากลัว” อีกประการหนึ่งของ “เชื้อไข้ดิน” ว่า… นักระบาดวิทยามองเชื้อนี้เป็นเหมือนระเบิดเวลาเงียบเพราะเชื้อสามารถแฝงตัวในร่างกายได้เป็นเวลานาน โดยมีรายงานการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาพบ “ทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามป่วยด้วยไข้ดิน” หลังจากเวลาผ่านไป 60 ปี โดยทหารคนนี้ไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศ หรือไปพื้นที่ระบาดไข้ดินเลยตั้งแต่กลับมา ซึ่งชี้ว่า… เชื้อนี้ฝังตัวเงียบ ๆ ได้เป็นเวลานาน โดยไม่แสดงอาการ!!…
ส่วน “สาเหตุ” ที่ทำให้ “ไข้ดินเป็นโรคล่องหน” จากการรับรู้ของสังคมไทยนั้น ทั้งที่อันตราย และพบในไทยมานานกว่า 7 ทศวรรษนั้น ก็กระต้นให้ ดร.อาภาลักษณ์ รู้สึกสนใจโรคนี้จนอยากที่จะ “ไขรหัส” เรื่องนี้ จนเกิดเป็นงานวิจัยโรคไข้ดินทางมานุษยวิทยาฉบับแรกของประเทศไทย โดย ดร.อาภาลักษณ์ ได้พูดถึง “ปัจจัยปัญหา” ที่ทำให้ “ไข้ดินเป็นโรคล่องหน” เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จัก และไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้ว่า… มีสาเหตุจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ “ชื่อโรค” โดยในอดีตภาครัฐและบุคลากรการแพทย์มักเรียกโรคนี้ว่า… “เมลิออยด์” ซึ่งชาวบ้านมองว่า… เป็นชื่อฝรั่งจำยาก ทำให้ไม่อยากพูดชื่อโรคนี้…

ต่อมา คือ “ความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณสุข” ที่เป็นอีกปัจจัย ทำให้ชาวบ้านเกิดทัศนคติคลาดเคลื่อนถึงความอันตรายของโรคเนื่องจากหลายคนมองว่า… ถ้าอันตรายจริง ๆ รัฐต้องรณรงค์ใหญ่โตเหมือนไข้เลือดออก หรือฉี่หนูแล้ว สาเหตุสุดท้ายคือเรื่อง “กับดักสถิติ” เนื่องจากเชื่อว่า… ตัวเลขที่รายงานในระบบน่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะด้วยการตรวจหาเชื้อที่ต้องทำในแล็บ และต้องใช้ผู้ชำนาญ รวมถึงต้องใช้เวลาหลายวัน ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนผลตรวจจะออก โดยเมื่อคนไข้เสียชีวิตไปก่อนผลตรวจจะมา แพทย์มักลงความเห็นว่า เสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้โรคไข้ดินไม่ถูกรายงานเข้าสู่ระบบ ซึ่งส่งผลต่อการวางมาตรการและนโยบายเกี่ยวกับโรคไข้ดิน…เป็น “ความซับซ้อน” ที่ถูกระบุไว้
และสำหรับกรณีการเสียชีวิตด้วยโรคไข้ดินของช่างภาพชื่อดังนั้น ซึ่งทำให้หลายคนตกใจที่ไม่เฉพาะแต่เกษตรกรจะเป็นกลุ่มเสี่ยงป่วยหรือเสียชีวิตด้วยไข้ดินได้เท่านั้น หากแต่คนเมือง ที่ไม่ใช้คนในอาชีพเกษตรกรก็มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อไข้ดินได้ โดย ดร.อาภาลักษณ์ กล่าวว่า… ปัจจุบันการระบาดของไข้ดินอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่เกษตรเท่านั้น หากแต่ พื้นที่เมืองก็อาจมีความเสี่ยงได้เช่นกัน จากการที่เชื้อพัดกระจายมากับฝน พายุ หรือน้ำท่วม รวมถึงจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์เช่น การขุดหน้าดินก่อสร้าง การขุดบ่อน้ำบาดาล การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ก็กระตุ้นเชื้อใต้ดินให้ขึ้นมาสัมผัสคนง่ายขึ้น…
แล้วจะมีแนวทางอย่างไรเพื่อลดการสูญเสียจากไข้ดิน?? ในเมื่อโรคนี้เต็มไปด้วยซับซ้อนทุกอย่าง ซึ่งเรื่องนี้ ทาง ดร.อาภาลักษณ์ กล่าวว่า… อาจทำได้โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับบุคคล เช่นถ้าไปทำกิจกรรมที่สัมผัสดินหรือน้ำโคลน ควรรีบล้างตัวและทำความสะอาดทันที และที่สำคัญ หากมีไข้และกินยาแล้วไม่หายใน 1 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ กับแจ้งประวัติการสัมผัสดินและน้ำให้แพทย์ทราบ เพื่อให้แพทย์ตั้งข้อสงสัยและสั่งตรวจเพาะเชื้อแบคทีเรียได้อย่างรวดเร็ว…
ส่วน ระดับระบบสาธารณสุข มองว่า… สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ ให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะด่านหน้า อย่าง รพ.สต. และ อสม. เพราะหลายคนยังไม่รู้จักโรคนี้ ซึ่งจะช่วยคัดกรองส่งต่อคนไข้เพื่อรับการวินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดอัตราเสียชีวิต นอกจากนั้น รัฐบาลควรให้ข้อมูลต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้สูญเสียก่อน แล้วค่อยรณรงค์…
“ทางออกจึงไม่ใช่แค่บอกให้คนหลีกเลี่ยงดินหรือน้ำ แต่คือทำให้ทุกฝ่ายรู้จักโรค เพื่อให้เข้าถึงการวินิจฉัยรักษาได้รวดเร็วขึ้น” …เป็น “ข้อเสนอ” จาก ดร.อาภาลักษณ์ เจ้าของงานวิจัย “ไข้ดินมุมมานุษยวิทยา” ฉบับแรกของไทย…
“โรคที่ถูกทำให้ล่องหน” จนคนไทยไม่รู้จัก
ทั้งที่โรคนี้พบในไทยมานานมากกว่า 70 ปี.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



