ทั้งนี้ เกี่ยวกับ “สิทธิการมีบ้านของคนไทย” นั้น ก่อนหน้านี้ถึงแม้จะมีความพยายามจากทางภาครัฐ เพื่อช่วยให้คนไทยมีบ้าน ผ่านมาตรการและโครงการต่าง ๆ อย่างไรก็ดี เมื่อไทยเจอวิกฤติหลายระลอก โดยเฉพาะจาก “พิษเศรษฐกิจ”
กรณีนี้ยิ่งน่ากังวลว่า “สิทธิในการเข้าถึงบ้าน”
ที่ “คนไทยจะมีบ้านของตัวเอง” หลังหนึ่งนั้น
อาจทำได้ยากขึ้น หรือไม่ก็อาจเป็นได้แค่ฝัน

พิไลรัตน์ ศรีวิเชียรอำไพ
เกี่ยวกับ “สิทธิการมีบ้านคนไทย” นี้มีบทวิเคราะห์ไว้น่าสนใจโดย พิไลรัตน์ ศรีวิเชียรอำไพ นักวิจัยโครงการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่สะท้อนมุมมองต่อกรณีดังกล่าวผ่านบทความชื่อ “บ้านไม่ใช่ฝัน Social Housing กับคำถามใหญ่ของรัฐไทย” เผยแพร่ทาง เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม โดยนักวิจัยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ชี้ว่า… หลายประเทศที่มีรัฐสวัสดิการเข้มแข็ง “บ้าน” ไม่ได้ถูกนิยามเป็นแค่ “สินค้า” ที่ขึ้นกับกลไกตลาด หรือกำลังซื้อ แต่ถูกมองเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ที่รัฐมีหน้าที่จัดสรรให้ประชาชนอย่างเสมอภาค โดยแนวคิดนี้เป็นรากฐานสำคัญ…
ที่ทำให้เกิด “ระบบที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม”
ที่มีศัพท์ใช้เรียกกันว่า “Social Housing”
ทั้งนี้ ทางนักวิจัยคนเดิมได้อธิบายถึง “Social Housing” หรือ “ระบบที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม” ว่า… เป็นกลไกในการลดความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัย และช่วยสร้างโอกาสในการดำรงชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับผู้คน แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ทำให้คำถามตามมา คือ คนกลุ่มใดคือผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสิทธิขั้นพื้นฐานการมีที่อยู่อาศัย? เพราะแม้รัฐไทยจะมีโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ชื่อเชิงสัญลักษณ์ แต่ในเชิงโครงสร้างพบว่า… การเข้าถึงที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนจนเมือง แรงงาน และกลุ่มเปราะบาง ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในหลายมิติ ทั้งมิตินโยบายสาธารณะที่ไม่ตอบโจทย์
และข้อจำกัดในการวางวิสัยทัศน์ระยะยาว
ผู้เขียนบทความยังยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นว่า… เช่น ข้อจำกัดเชิงวิสัยทัศน์การเมือง อาทิ การออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยของรัฐนั้น มักจะผูกพันกับวาระการเมืองระยะสั้นเพื่อสร้างคะแนนนิยม มากกว่าจะออกแบบโครงการให้อยู่บนฐานยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่อง หรือแม้แต่มีปัญหาการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างหลังโครงการสร้างเสร็จ เช่น การบำรุงรักษา การสร้างความเป็นเจ้าของ ก็ยังพบว่า… หลาย ๆ โครงการที่จัดทำขึ้นเกิดปัญหาตามมา และนอกจากนั้นยังมีปัญหาจากการที่ รัฐยังยึดติดกรอบคิด โดยมองบ้านเป็นสินทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่า มากกว่าจะมองเป็น “สิทธิของพลเมือง”
ส่งผลให้โครงการบ้านเพื่อสังคมในไทย
จึงยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างแท้จริง

ผู้เขียนคนเดิมยังชี้ว่า… ในยุโรปรัฐบาลหลายประเทศจะมีบทบาทเชิงรุกในการจัดสร้างและบริหารโครงการ Social Housing โดยใช้งบประมาณรัฐเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีสิทธิด้านที่อยู่อาศัย ที่มีความมั่นคง ไม่ต้องหวาดกลัวการถูกไล่ที่ แต่กับไทยนั้น ถึงแม้จะมีความพยายามผ่านโครงการบ้านเอื้ออาทร หรือบ้านประชารัฐ ซึ่งแม้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ในเชิงปฏิบัติกลับสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย” เช่น การเลือกทำเลที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบขนส่งสาธารณะ การขาดสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน และภาระหนี้สินที่ยังตกอยู่กับผู้มีรายได้น้อย จนดูเหมือนเป็นการผลักภาระจากรัฐสู่ประชาชน…
“จากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงเกิดคำถามว่า…รัฐจะปรับกรอบคิดและนโยบายที่อยู่อาศัยอย่างไร เพื่อให้ บ้านเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่เป็นเพียงกลไกตลาด หรือระบบเศรษฐกิจเท่านั้น” …เป็นปุจฉาที่ถูกทิ้งไว้ เพื่อผลักดันให้นำระบบ “Social Housing” มาใช้ และเพื่อ “ถมช่องว่าง–อุดช่องโหว่” ความเหลื่อมล้ำ
ทางนักวิจัยคนเดิมได้สะท้อนการนำ “Social Housing” มาใช้ถมช่องว่างปัญหาที่เกิดขึ้นให้ไทยว่า… แนวคิด “ที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม (Social Housing)” จะช่วยทำให้เกิดระบบการจัดสรรที่อยู่อาศัย ที่รัฐหรือองค์กรสาธารณะมีบทบาทในการ จัดการหรืออุดหนุนประชากรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการ ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพเหมาะสมในราคาที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง ทว่าเมื่อย้อนกลับมามองไทย “สิทธิที่อยู่อาศัย” ยังกลายเป็นความฝันที่เอื้อมไม่ถึง ถึงแม้ที่อยู่อาศัยจะเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตก็ตาม…
“การมีบ้านกลายเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่แม้จะต้องการมีบ้าน แต่ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม รายได้ที่จำกัด ต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน และราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องก็จึงทำให้สิทธิพื้นฐานด้านนี้อยู่สูงจนเกินเอื้อมถึง” …เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งบทความนี้มีการสะท้อนและฉายภาพไว้น่าสนใจ
ว่าด้วยเรื่อง “บ้าน” ที่เป็นฝันเกินเอื้อมบางคน
ส่งผลให้คนไทยไม่น้อย “ไม่มีบ้านของตัวเอง!”
จนมีการเสนอนำระบบ Social Housing มาใช้.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



