ทั้งนี้ กับมุมสะท้อนว่าด้วยเรื่องของ “การใส่ซองช่วยงาน” โดยเฉพาะ “ซองงานแต่ง” นั้น ทาง ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ให้ทัศนะต่อกรณีดังกล่าวเอาไว้ ผ่าน “มุมมองทางเศรษฐศาสตร์” เกี่ยวกับในประเด็นดังกล่าวเอาไว้นี้น่าสนใจ-น่าพิจารณา…
ว่าด้วยเรื่องของเงิน ๆ ทอง ๆ พิธีแต่งงาน
รวมถึง “เงินใส่ซอง” ที่หลายคนเกิดปุจฉา
สรุปจำเป็นมั้ย? ต้องใส่เท่าไหร่ถึงเหมาะ?

ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล
เกี่ยวกับการวิเคราะห์เรื่องนี้ ทาง ผศ.ดร.ภูษิต รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สะท้อนผ่านทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เอาไว้ว่า…เมื่อพูดถึง “ซองช่วยงานแต่งงาน” และก็อาจจะรวมไปถึงเรื่องของ “ซองที่ต้องใช้ในพิธีแต่งงาน” เช่น ในพิธีหมั้น และพิธีสู่ขอเจ้าสาวนั้น ที่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องใช้ในพิธีดังกล่าวเพื่อ “ผ่านด่านประตูเงินประตูทอง” นั้น ในทางเศรษฐศาสตร์มองซองที่ต้องใช้ในการนี้ว่า… คือ ต้นทุนทางธุรกรรมของการแต่งงาน ซึ่งทาง ฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต้นทุน โดยมี ฝั่งเจ้าสาวเป็นผู้รักษาสมดุล ของธรรมเนียมนี้ ซึ่งฝ่ายเจ้าสาวต้องรักษาสมดุลให้ดี ๆ…
ไม่น้อยไป ไม่มากไป เพราะอาจจะดูไม่ดี
แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้อีกว่า… ในขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับ “จำนวนเงินที่ใส่ซอง” หากมองด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ กรณีนี้ก็มีนัยแฝงสำคัญอยู่ในนั้นด้วย กล่าวคือ จำนวนเงินในซองเป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่งให้ฝ่ายเจ้าภาพรับรู้ ซึ่งในอดีตการใส่ซองจะเป็นธรรมเนียมที่ผู้เข้าร่วมงาน “มีเจตนาที่ดี” เพราะมอบให้เป็นเงินกองกลางช่วยเหลือเจ้าภาพ หรือผู้เป็นเจ้าของพิธีนั้น แต่ปัจจุบันนี้เรื่องนี้กลับ “มีมุมมองที่เปลี่ยนไป” ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง
“ต้องยอมรับว่า… มุมมองเรื่องจำนวนเงินใส่ซองในยุคนี้เปลี่ยนไป ทั้งในแง่เจตนาและเป้าหมาย โดยในอดีตเงินใส่ซองนี้ฝ่ายแขกหรือผู้ที่ได้รับเชิญจะมอบให้เจ้าภาพไว้เป็นกองกลางเพื่อช่วยค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันมีบางคนกลับคาดหวังและมีเป้าหมายกับเงินในซองของแขกมากขึ้น ที่บางคนหวังถึงขั้นคิดถอนทุนคืนก็มีเยอะแยะไป”

และจาก “เจตนาที่เปลี่ยนไป” โดยเฉพาะใน “มุมมองของเจ้าภาพ” ซึ่งพบว่า… บางคนนั้นคาดหวังไว้สูงกับจำนวนเงินใส่ซอง ทำให้เมื่อจำนวนหรือตัวเลขที่คาดหวังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย กรณีนี้ก็เลยเกิด “กรณีดราม่า” ให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ ที่สำคัญเมื่อเป้าหมายกับเจตนาของเจ้าภาพเปลี่ยนมุมมองไป เรื่องนี้ก็ยังส่งผลไปถึง “วิธีการเชิญแขกมาร่วมงาน” ก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ทำให้หลาย ๆ ครั้ง แขกร่วมงานก็รู้สึกได้ถึงความคาดหวังของเจ้าภาพ จนกลายเป็นแรงกดดันกับทางฝ่ายผู้ได้รับเชิญ หรือแขกที่มาร่วมพิธี ที่มอง “เงินที่ต้องใส่ซองช่วยงาน” เป็นเรื่องของ “ค่าใช้จ่ายทางสังคม”
“หากมองผ่านมุมของแขกที่ถูกเชิญมาร่วมพิธี การใส่ซองก็เปรียบกับค่าใช้จ่ายทางสังคม ที่เป็นรายจ่ายซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการบริโภคโดยตรง แต่เกิดจากปัจจัยแวดล้อม เช่น ความเกรงใจ ความสนิทสนม หรือเป็นการแสดงน้ำใจที่ผู้ร่วมงานต้องการสื่อถึงเจ้าภาพ” …เป็น “นัยที่ซ่อนไว้” อยู่ใน “ซองช่วยงาน” และ “เงินในซอง”
อาจารย์ภูษิตยังอธิบาย “มุมเศรษฐศาสตร์” ในฝั่งของ “แขกร่วมงาน–ผู้ร่วมพิธี” อีกว่า… นอกจากปัจจัยแวดล้อมข้างต้นที่ผู้ร่วมพิธีมักจะนำมาใช้พิจารณา “จำนวนเงินที่ใส่ซอง” แล้ว หลาย ๆ ครั้งยังนำเอา “บรรทัดฐานทางสังคม” มาใช้เป็น “เกณฑ์ตัดสินใจ” ในการใส่เงินในซองอีกด้วย อาทิ จากความรู้สึก เช่น มีความรู้สึกว่า… ต้องใส่ให้เหมาะสมกับขนาดของงาน หรือสถานะทางสังคมของเจ้าภาพ หรือแม้แต่ จากความกดดันทางสังคม เนื่องจากกลัวเสียหน้ากับทางเจ้าภาพ เป็นต้น โดยจำนวนเงินในซอง จะผันแปรขึ้นลงตามต้นทุนกับสถานะเจ้าภาพ ทำให้บางคนต้องยอมใส่ซองจนเกินกำลังตัวเอง!!…
แล้วใส่ซองช่วยงานพิธีเท่าไหร่ถึงจะดี? สำหรับเรื่องนี้ทางอาจารย์ภูษิตได้ให้ “สูตรคำนวณที่เหมาะสม” ว่า… แม้จะไม่มีสูตรตายตัว แต่สามารถพิจารณาได้จากองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้… 1.ความสนิทสนม เพื่อแสดงออกถึงระดับความสัมพันธ์ 2.การตอบแทน ในจำนวนที่เท่ากันหรือมากกว่า ที่ถือเป็นข้อมูลในการแลกเปลี่ยนทางสังคมอย่างหนึ่ง 3.บริบทของงาน เช่น สถานที่จัดงาน สถานะของเจ้าภาพ และ 4.กำลังทรัพย์ตนเอง ที่เป็นเรื่องสำคัญสุด พร้อมกับย้ำว่า… ถ้าไม่แน่ใจให้ปรึกษาเพื่อนในกลุ่มเพื่อหาเรทที่ลงตัว และไม่จำเป็นต้องให้เท่ากันเสมอไป เพราะแต่ละคนมีฐานะการเงินต่างกัน…
“แม้การใส่ซองจะเป็นการบริหารจัดการความสัมพันธ์ที่ถูกตีค่าออกมาเป็นตัวเงิน แต่ไม่ควรถูกตัดสินด้วยตัวเลขอย่างเดียว เพราะควรมีเรื่องความสบายใจของทั้งสองฝ่ายด้วย ซึ่งถ้ามีอย่างหลังนี้ก็จะช่วยให้ดราม่าลดน้อยลง หรือไม่เกิดขึ้นเลย ยิ่งตอนนี้เป็นยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง เรื่องนี้ก็อาจจะทำให้ทั้งสองฝ่าย คือเจ้าภาพและแขกเกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้” …เป็นบทสรุปทิ้งท้ายเกี่ยวกับเรื่องนี้จากทาง ผศ.ดร.ภูษิต ผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์…
ว่าด้วยเรื่อง “เงินใส่ซอง–ซองใส่ช่วยงาน”
ที่ปัจจุบันนี้นั้น “อาจมีมุมมองที่เปลี่ยนไป”
ทั้งฝั่งของเจ้าภาพ…และฝั่งแขกร่วมงาน.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



