ทั้งนี้ มีงานวิชาการที่ได้ทำการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบจากปุจฉาสำคัญในเรื่องที่ว่า… แม้จะมีข้อมูลและคำเตือนมากมายต่าง ๆ ออกมาเสมอเกี่ยวกับ “กลโกงของมิจชีพออนไลน์” แต่เหตุใดจึงยังคงมี “เหยื่อสูงลิ่ว” ซึ่งนอกจากปัจจัยหลักอย่างความโลภแล้ว…

ปัจจัยทางอารมณ์” และ “บุคลิกภาพ”

กรณีนี้อาจจะเป็นปัจจัยที่มีผลหรือไม่?

ทำให้บางคนจึงหลงเชื่อกลโกงออนไลน์

สำหรับประเด็นดังกล่าวอธิบายไว้ในบทวิเคราะห์เรื่อง “อารมณ์ บุคลิกภาพ และการตกเป็นผู้เสียหายกลโกงออนไลน์ เมื่อความโลภเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์” จัดทำโดย ณัฏฐณิชา ฉายรัศมี กนกวรรณ จันทร์เจริญชัย และ ภัทราภา ตังทัตสวัสดิ์ เผยแพร่ผ่าน เว็บไซต์สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งได้มีการศึกษาเกี่ยวกับ “ปัจจัยเชิงจิตวิทยา” เพื่อหาคำตอบว่า… อะไรทำให้บางคนตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์ได้ง่ายกว่าคนอื่น ๆ…

นี่ก็รวมถึงกับบางคนที่แม้จะเป็นคนที่ฉลาด

แต่ก็มีหลายครั้งที่พลาดท่าพ่ายให้มิจฉาชีพ

ทั้งนี้ ในรายงานทางคณะผู้วิจัยได้อ้างอิงข้อมูลจากไตรมาส 1 ปี 2568 ของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระบุว่า… ในช่วงดังกล่าวเกิดคดีออนไลน์ 75,728 คดี หรือเฉลี่ย 874 คดีต่อวัน แม้หน่วยงานรัฐและเอกชนจะเผยแพร่คำเตือนอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนผู้เสียหายยังคงอยู่ในระดับสูง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ของคำถามที่ว่า… ทำไมบางคนยังถูกหลอก” เพื่อทำการศึกษา “ปัจจัยทางจิตวิทยา” ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตกเป็นเหยื่อออนไลน์…

คณะวิจัยได้กล่าวไว้ในรายงานนี้ว่า… ระหว่างการศึกษา ทีมวิจัยตั้งคำถามว่า… ความแตกต่างด้านอารมณ์และบุคลิกภาพส่งผลต่อความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อออนไลน์อย่างไร โดยได้ค้นพบผลสรุปสำคัญว่า… มิจฉาชีพมักใช้อารมณ์ “กลัว” เป็นเครื่องมือหลัก และเมื่อ เหยื่อเผชิญสถานการณ์กดดัน ก็มักจะตอบสนองแบบอัตโนมัติ ตัดสินใจรวดเร็วโดยใช้อารมณ์นำ ซึ่งสอดคล้องกับ “รูปแบบการตัดสินใจแบบ System 1”

ผู้ที่ตัดสินใจแบบ System 1 มีแนวโน้มใช้อารมณ์มากกว่าผู้ที่ตัดสินใจแบบ System 2 ซึ่งจะคิดวิเคราะห์และรอบคอบกว่า เช่น เมื่อเผชิญเหตุการณ์ที่เป็นภัย คนที่ตัดสินใจแบบ System 1 มักทำงานในเวลาสั้น ๆ และตัดสินใจทันที อีกทั้งเมื่อสมองหลั่งฮอร์โมนที่สัมพันธ์กับอารมณ์ก็ทำให้กล้าเสี่ยงหรือยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น”…เป็นผลสรุปโดยสังเขป

ที่ค้นพบจากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง

ทีมวิจัยนี้ยังพบอีกว่า… การตัดสินใจของเหยื่อออนไลน์บางครั้งก็อยู่ระหว่าง 2 ระบบ นั่นก็คือตอบสนองฉับไวตามอารมณ์ กับคิดวิเคราะห์เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งในบางครั้งก็มีทั้งแบบ System 1 กับแบบ System 2 …เป็นข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้

นอกจากนั้น ทีมวิจัยยังได้มีการทดสอบอีกว่า… คนเรามักตกเป็นเหยื่อกลโกงออนไลน์รูปแบบใด โดยเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งพบว่า… ร้อยละ 90 เคยถูกหลอกซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ โดยสูงกว่ากลโกงประเภทอื่น เช่น หลอกลงทุน หลอกหางาน หลอกกู้เงิน และช่องทางที่พบมากคือเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และติ๊กต็อก ขณะที่การหลอกติดตั้งแอปฯ หลอกแจ้งทำผิดกฎหมาย หลอกได้รับผลประโยชน์ มักเกิดจากการที่มิจฉาชีพติดต่อโดยตรง

รวมถึงงานวิจัยยังพบว่า… คำ” และ “ข้อความ” บางประเภทนั้น สัมพันธ์กับการตกเป็นเหยื่อได้มากขึ้น โดยจำแนกคำที่พบบ่อยในกลุ่มผู้ที่เคยเสียหายออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.เงินราคา เช่น บาท ค่า ถูก 2.การได้รับเงิน เช่น รายได้ดี น่าลงทุน ได้เงินไว 3.ความเร่งด่วน เช่น นาทีทอง ใกล้หมดเวลา และ 4.การกระตุ้นอารมณ์ เช่น พิเศษ ผู้โชคดี เป็นต้น

ทั้งนี้ ในรายงานดังกล่าว ทีมวิจัยเผยว่า… หลังการศึกษาในระยะแรก ทีมวิจัยศึกษาระยะถัดมาด้วยการทดสอบผ่าน “แพลตฟอร์มทดลอง” จากผู้เข้าร่วม 1,292 ราย โดยออกแบบสถานการณ์เพื่อทดสอบ “ความโลภ” และ “แรงกดดันด้านเวลา” ซึ่งทีมวิจัยได้สร้าง pop-up ข้อความเลียนแบบ ขึ้นมา เพราะเป็นสิ่งที่พบได้ระหว่างใช้เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย โดยเมื่อกลุ่มตัวอย่าง เห็นข้อความกระตุ้น เช่น ผู้โชคดี หรือ มีรางวัลที่มีมูลค่าชัดเจน จะมีปฏิกิริยาที่น่าสนใจแสดงออกมาเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่… 1.ปิดข้อความทันที 2.เปิดข้อความ แต่ไม่กรอกข้อมูลส่วนบุคคล 3.เปิดข้อความ พร้อมกรอกข้อมูลส่วนบุคคล…

ผลการศึกษาสะท้อนว่าอารมณ์และบุคลิกภาพอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้บางคนเสี่ยงพ่ายกลโกงออนไลน์ ดังนั้นคำตอบอาจไม่ใช่แค่ไม่รู้เท่าทัน แต่คือการตัดสินใจที่ถูกอารมณ์นำหน้าเหตุผล โดยเฉพาะในช่วงเสี้ยววินาทีที่มิจฉาชีพกดดัน ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าเหตุใดคำเตือนอย่างเดียวจึงไม่พอ แต่ต้องมีการออกแบบการสื่อสารให้ทันต่อกลไกตัดสินใจแบบฉับพลันของผู้ใช้งานด้วย” …เป็น “ข้อเสนอแนะ” ที่ผู้วิจัยระบุไว้ เพื่อลดปัญหาภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ที่นอกจากปัจจัยความโลภแล้ว…

กลไกการตัดสินใจ” ยังเป็นตัวแปรสำคัญ

โดยเฉพาะกลไกตัดสินใจแบบ “System 1”

ที่ทำให้แม้คนที่ฉลาดก็ยังอาจพลาดท่าได้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์