ทั้งนี้ วิกฤตทางประชากรศาสตร์ที่เป็นผลพวงจาก “อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง” จนเกิดปรากฏการณ์ “โลกหดตัว–คนหดลง” ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อโครงสร้างทางสังคมเท่านั้น แต่ยังกระทบกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอีกด้วย โดยปัญหาที่ไทยกำลังเผชิญอยู่จากความท้าทายในเรื่องนี่นั้น…
หากปล่อยสถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
ไม่เพียงไทยจะเจอความเสี่ยงอื่นในอนาคต
แต่ยังทำให้การแก้ปัญหายิ่งซับซ้อนมากขึ้น
เกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อได้รับการฉายภาพผ่านบทความชื่อ “Replacement Migration-ปรับตัวให้ทันเมื่อประชากรหดตัว” โดย สุภรต์ จรัสสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเผยแพร่ใน เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม โดยบทความนี้สะท้อนว่า… โลกเวลานี้กำลังเสี่ยงต่อการขาดแคลนมนุษย์เพื่อทดแทนเข้าไปในโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ที่เป็นผลจากภาวะเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนขั้นวิกฤติ (Below Replacement Fertility) ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ รวมทั้งไทยด้วย…

สุภรต์ จรัสสิทธิ์
ทั้งนี้ นักวิชาการคนเดิมสะท้อนว่า… ขณะนี้หลาย ๆ ประเทศในทวีปเอเชียกำลังเผชิญกับปัญหานี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เกาหลีใต้ ที่มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำสุดในโลก และยังลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ ตามด้วยสิงคโปร์ และญี่ปุ่น ขณะที่ไทยเองนั้นก็ตามมาติด ๆ จากการที่มีเด็กเกิดใหม่ลดลงติดต่อกันมาหลายปี ซึ่งการที่มีเด็กเกิดใหม่น้อย ทำให้มีประชากรไม่เพียงพอที่จะทดแทนประชากรเดิมที่ล่วงลับไป ส่งผลให้หลายประเทศมีปัญหา “ขาดแคลนแรงงาน” ที่จะทดแทนแรงงานเก่าซึ่งค่อย ๆ หายไป ซึ่งปัญหาที่นี้ทำให้แนวคิดหนึ่งถูกพูดถึงในระยะหลัง นั่นก็คือการ…
สนับสนุนการย้ายถิ่นทดแทนประชากรเดิม
เพื่อจะอุดช่องว่างให้การขาดแคลนแรงงาน
สำหรับแนวคิดดังกล่าวนี้ ทางนักวิชาการคนเดิมขยายความเพิ่มเติมว่า… แนวคิดนี้มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า… “Replacement Migration” หรือ การย้ายถิ่นเพื่อการทดแทนประชากร กลายเป็นทางรอดที่หลาย ๆ ประเทศนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทดแทนแรงงานกลุ่มเดิมที่เกษียณอายุ หรือล่วงลับไปแล้ว โดยเป็นหนึ่งในแนวทางเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างประชากรที่หลาย ๆ ประเทศเผชิญอยู่ จากการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยภาวะแรงงานหดตัวนี้ส่งผลให้จำนวนประชากรวัยทำงานช่วงอายุ 15-64 ปี ลดลงแบบมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น…
“เรื่องนี้กลายเป็นแรงกดดันที่รัฐบาลหลายประเทศเผชิญอยู่ จากการที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดภาระด้านบำนาญ สาธารณสุข และค่าใช้จ่ายสังคมพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสวนทางกับอัตราเกิดใหม่ที่ลดลง โดยแนวคิดการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากรนี้กลายเป็นแนวทางที่หลายประเทศเริ่มมีการนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า”

นอกจากนั้น การที่หลาย ๆ ประเทศนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ยังมีปัจจัยมาจากการ “รอมาตรการระยะยาวไม่ไหว” โดยนักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ระบุว่า… แม้จะพยายามใช้มาตรการภายใน เช่น การส่งเสริมการเกิด การขยายอายุเกษียณ หรือการลงทุนในทุนมนุษย์ แต่ล้วนเป็นนโยบายระยะยาวที่ต้องใช้เวลา จึงไม่ทันต่อการกอบกู้เศรษฐกิจที่กำลังขาดแคลนแรงงาน ทำให้แนวคิด “Replacement Migration” มีหลายประเทศในทวีปเอเชียนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ระยะสั้นและระยะกลาง เพื่อชะลอผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยที่ไทยน่าจะใช้เป็นกรณีศึกษานั้นมี 3 ประเทศ ดังนี้…
ญี่ปุ่น ใช้นโยบายเชิงรุกด้วยการปรับนโยบายเปิดรับแรงงานต่างชาติเต็มรูปแบบ อาทิ ลดความเข้มงวดในการยื่นขอวีซ่าของแรงงานบางประเภท ปรับปรุงสิทธิประโยชน์จูงใจ และขยายระบบแรงงานต่างชาติที่มีทักษะเฉพาะ, เกาหลีใต้ ที่เพิ่งมีกรณีกับไทยเรื่องแรงงาน ก็เผชิญหน้าปัญหานี้จนทำให้ต้องเปิดรับแรงงานต่างชาติในหลากหลายระดับทักษะ ตั้งแต่ระดับกลางจนถึงระดับสูงเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และสุดท้าย สิงคโปร์ ที่ออกแบบนโยบายพึ่งพาและบริหารจัดการแรงงานย้ายถิ่นอย่างเป็นระบบ เช่น แบ่งตามระดับทักษะ เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจแต่ละภาคส่วน และเพิ่มอุปทานแรงงานในตลาดให้หลากหลาย และเพียงพอต่อการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน ..และนี่เป็นวิธีแก้ปัญหาของ 3 ประเทศ
ทั้งนี้ จากกรณีดังกล่าว สุภรต์ จรัสสิทธิ์ นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคมสะท้อนไว้ในบทความนี้ว่า… สำหรับไทยนั้นก็เผชิญวิกฤติไม่แพ้สามประเทศ ยิ่งไทยเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยสุดยอดแล้ว ยิ่งต้องเร่งอุดรูรั่วอย่างเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีมาตรการต่าง ๆ มาบ้างแล้ว เช่น การจูงใจให้คนไทยมีลูก หรือการลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับผู้มีบุตร แต่มาตรการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างเดียวอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงอาจต้องใช้มาตรการหลาย ๆ แบบควบคู่กันไป…
เพื่อให้ไทยรักษาความสามารถการแข่งขัน
อย่างน้อยก็ช่วยลดผลกระทบในระยะสั้น ๆ
จากปรากฏการณ์ “โลกหดตัว–คนลดลง” ได้.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



