ทั้งนี้ เกี่ยวกับ “วิกฤติภาระงานครู” ซึ่งมีปัญหาสะสมและเรื้อรังมานานนั้น จึงมีการเสนอแนวคิดต่าง ๆ มาตลอด เพื่อหวังที่จะช่วย “ลดภาระงานครู” และล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสคือแนวคิดที่เสนอให้ “นำติ๊กต็อกมาใช้” เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน โดยเสนอให้คุณครูใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยผลิตคลิปวิดีโอสั้น เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนในโรงเรียน…

เพื่อให้ครูมีสื่อการสอนที่เข้าใจง่ายทันสมัย

รวมถึงเพื่อช่วยลดเวลาการจัดทำสื่อของครู

ที่มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อช่วยลดภาระงาน

อย่างไรก็ดี แต่หลังแนวคิดเกี่ยวกับการ “นำแพลตฟอร์มคลิปสั้น 2 นาที” มาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนของครูถูกเปิดเผยออกมา สังคมก็ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวคิดนี้ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดยฝั่งที่ไม่เห็นด้วยมองว่า… เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่ถูกจุด หรือ “เกาไม่ถูกที่คัน” เพราะปัญหาที่ครูไทยวันนี้เผชิญก็คือ “งานเอกสาร” กับ “ภาระงานอื่น” ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเด็ก ๆ นักเรียนโดยตรง…

รศ.ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ

สำหรับข้อทักท้วงเรื่องนี้ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อเป็นมุมมองจากทาง รศ.ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ นักวิชาการจากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ออกมาให้มุมมองเชิงวิเคราะห์น่าสนใจว่า… การที่ ศธ. พยายามนำเทคโนโลยีคลิปสั้นผ่นแพลตฟอร์มยอดฮิตมาใช้นั้น ส่วนตัวมองเรื่องนี้ว่า… ควรต้องทบทวนอย่างรอบด้านมากกว่านี้ เนื่องจากการลดภาระครูที่เหมาะสมและถูกจุด ไม่ใช่การไปลดภาระในกระบวนการออกแบบ หรือทำสื่อการสอน แต่คือการตัดลดงานส่วนเกินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ออกไปมากกว่า ดังนั้นจึงมองนโยบายนี้ว่า… อาจเป็นการแก้ปัญหาที่เกาไม่ถูกที่คัน และอาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของบุคลากรทางการศึกษา และคุณครู…

ต้องเข้าใจก่อนว่าภาระงานที่สร้างความเหนื่อยล้าให้ครูส่วนใหญ่ จนทำให้ครูไม่มีเวลาไปโฟกัสเด็ก ไม่ใช่งานสร้างสรรค์สื่อการสอน แต่เป็นงานเอกสาร งานการเงิน งานพัสดุ หรือโครงการกิจกรรมต่าง ๆ ที่ถูกส่งตรงมาจากส่วนกลาง” …รศ. ดร.สิทธิชัย ฉายภาพ “ภาระงานของครู” ที่เกิดขึ้น ที่ไม่ใช่เรื่องการออกแบบสื่อการสอน

แต่ครูส่วนใหญ่ “มีปัญหาจากภาระงานอื่น ๆ”

นักวิชาการคนเดิมยังชี้ว่า… การที่ออกแบบสื่อการเรียนรู้เป็นบทบาทหน้าที่โดยตรงของครูทุกคน ที่สำคัญกิจกรรมนี้ยังช่วยให้ครูได้พัฒนาศักยภาพตนเองในการส่งต่อความรู้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลต้องการคืนครูให้กับอนาคตของนักเรียนจริง สิ่งที่ต้องเร่งทำมากที่สุดคือ “เคลียร์งานธุรการออกไปจากชีวิตครู” …เพื่อให้ครูมีเวลาไปทำหน้าที่หลักในห้องเรียน โดยนักวิชาการรายนี้กล่าวอีกว่า… หรือถ้ากระทรวงศึกษาธิการต้องการนำ AI เข้ามาขับเคลื่อนการทำงานของครูยุคใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ควรเปลี่ยนทิศทางจากการบังคับให้ครูทำคลิปสั้น มาเป็นการสนับสนุนใช้ AI เพื่อจัดการงานด้านเอกสารและการบริหารจัดการข้อมูล เนื่องจากระบบราชการมีข้อมูลมหาศาลของผู้เรียนที่กระจัดกระจาย

ส่วนตัวเชื่อว่าการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมโยงและวิเคราะห์ปัญหา หรือความต้องการที่แตกต่างของผู้เรียนรายบุคคล ซึ่งจะเกิดประโยชน์เชิงโครงสร้างที่จับต้องได้มากกว่า” …เป็น “ข้อเสนอแนะ” จาก รศ.ดร.สิทธิชัย

ที่เสนอแนวทาง “ปรับเปลี่ยนการใช้งาน AI”

ลดภาระงานเอกสาร” เพื่อช่วยครูจะดีกว่า

นอกจากนี้ยังเสนอแนวทาง“แก้ปัญหาภาระงานครูระยะยาว” ว่า… หากจะแก้ปัญหาให้เกิดผลรูปธรรมจับต้องได้ควรเติมเต็มทรัพยากรในจุดที่ขาดแคลนอย่างเป็นระบบ อาทิ รัฐควรพิจารณาสนับสนุนกำลังคนเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ด้านเอกสารและธุรการโดยเฉพาะในทุก ๆ โรงเรียน หรือใช้วิธีจัดสรรงบประมาณตรงลงไปยังสถานศึกษา เพื่อให้โรงเรียนไปออกแบบวิธีภายในที่สอดคล้องกับบริบทตัวเอง เนื่องจากความต้องการของโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองกับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลนั้นมีความแตกต่างกัน โดยที่ “ประโยชน์” ของการมอบเวลาคืนในการสอนให้กับครูว่า… จะช่วยให้ครูกลับมาทำความเข้าใจเป้าหมายทางการเรียนรู้ได้อีกครั้ง จนออกแบบสื่อการเรียนสอนที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็ก ๆ

แม้วัตถุประสงค์ของนโยบายนี้จะตั้งอยู่บนความปรารถนาดีที่อยากให้เด็กเข้าถึงสื่อการสอนที่ง่ายและรวดเร็วผ่ แต่ก็ควรรับฟังความเห็นและศึกษาพฤติกรรมที่แท้จริงก่อนอันดับแรก และควรรับฟังและศึกษาให้รอบด้านเพื่อให้ได้ข้อมูลว่าแท้จริงแล้วเด็กต้องการใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อเรียนรู้เชิงวิชาการจริงหรือไม่ หรือมีแนวโน้มพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์อย่างไรในโลกปัจจุบัน” …อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ระบุ

ส่วนอีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่ไม่อาจมองข้ามไปได้คือ ธรรมชาติผู้ใช้แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด มักจะเลือกชมเนื้อหาที่ตอบสนองความบันเทิงหรือสิ่งที่ตัวเองสนใจเป็นหลัก ดังนั้นการที่ภาครัฐอัดฉีดคอนเทนต์วิชาการที่มีคุณภาพเข้าไปในระบบ จึงไม่ได้เป็นหลักประกันว่า… นักเรียนจะตั้งใจกดดู หรือเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นจริงหรือเปล่า ซึ่งถ้าปราศจากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง นโยบายที่มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดที่ดีเพราะอยากช่วยเด็กกับครู ก็อาจกลายเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและเวลาของครูโดยเปล่าประโยชน์

ส่วนอีกประเด็นที่สังคมและผู้ปกครองไม่น้อยรู้สึกกังวล ทาง รศ.ดร.สิทธิชัย กล่าวว่า… คือเรื่องของ “ผลกระทบเชิงลบต่าง ๆ” จากการที่เด็กและเยาวชนต้องใช้เวลาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟนมากเกินไปในแต่ละวัน รวมถึงปัญหาเรื่องของสมาธิสั้น การขาดปฏิสัมพันธ์ในโลกจริง และปัญหาสุขภาพสายตา ที่ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้ปกครองของไทยกำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นการที่หน่วยงานรัฐระดับกระทรวงหันมาส่งเสริมให้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการเรียนรู้อีกทางหนึ่ง จึงเสมือนไปเพิ่มข้อกังวลใจของสังคมที่พยายามจะหาวิธีควบคุมเวลาหน้าจอบุตรหลาน…เป็นมุมสะท้อนของนักวิชาการรายนี้

ถ้าเรานับจำนวนคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาทั้งหมดจะเห็นได้ว่านักเรียน และครู มีจำนวนที่มากที่สุด แต่กลับเสียงเบาที่สุด ดังนั้นการจะทำนโยบายอะไรหรือหาคำตอบที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ควรต้องกลับไปที่นักเรียนและครูก่อน ศธ. ถึงจะรู้ว่าควรจะทำอะไรยังไงต่อ” …เป็นเสียงสะท้อนของ รศ. ดร.สิทธิชัย นักวิชาการ มธ. ที่มีการระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้

หลังมีแนวคิดให้คุณครูใช้เอไอทำคลิปสอนเด็ก

เพื่อหวังลดภาระงานครูซึ่งถึงแม้จะเจตนาที่ดี

แต่ก็มีเสียงทักท้วงควรศึกษาให้รอบคอบก่อน!!.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์