ทั้งนี้ กลุ่มเด็กที่ถูกเรียกชื่อว่า… เด็กจี (G)” คือ เด็กนักเรียนในระบบการศึกษาไทยที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือยังไม่ได้สัญชาติไทย เช่น เด็กไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ชายแดน หรือบุตรหลานแรงงานข้ามชาติ ที่ถึงแม้ไทยจะมีนโยบาย Education for All ที่ให้สิทธิเด็กทุกคนบนแผ่นดินไทยได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ยังพบคงพบว่าเด็กกลุ่มดังกล่าวนี้…

มีปัญหาและยังเผชิญความท้าทายหลายเรื่อง

ที่ส่งผลทำให้ “เด็กจี” กลุ่มนี้เข้าไม่ถึงโอกาส

โดยเฉพาะการเข้าไม่ถึง “สิทธินอกห้องเรียน”

เกี่ยวกับ “เสียงสะท้อน” เรื่องนี้ ถูกฉายภาพไว้ผ่านบทความชื่อ “เด็ก G ชีวิตไร้ตัวตนบนผืนแผ่นดินไทย ว่าด้วยปัญหาสถานะบุคคลของเด็กไร้รัฐ” โดย กัญญาพัชร สุทธิเกษม และ กัญญา อภิพรชัยสกุล นักวิจัยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เผยแพร่ใน เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม ซึ่งสะท้อนปัญหาเด็กกลุ่มนี้ไว้น่าสนใจ โดยชี้ว่า… ในประเทศไทยมี เด็กจี (G) หลายพันคน ซึ่งถึงแม้เด็กเหล่านี้จะมีโอกาสได้เข้าสู่สถานศึกษาของไทย แต่ไม่มีสถานะตัวตนทางกฎหมายไทย เนื่องจากเด็กเหล่านี้ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร หรือไม่มีเอกสารใด ๆ แสดงตัวตน โดย “รหัส G” เป็นรหัสนำหน้าในระบบการศึกษาที่ใช้บอกสถานะการไม่มีตัวตนทางกฎหมาย จนกลายเป็น “ชื่อเรียกเด็กจี” หรือG-Code Student”

ในบทความดังกล่าวทางผู้เขียน คือ กัญญาพัชร สุทธิเกษม และ กัญญา อภิพรชัยสกุล ได้ย้ำวัตถุประสงค์ของรายงานการวิเคราะห์เรื่องนี้ว่า… เป็นการถอดความจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครู ครูอาสาสมัคร นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ผู้ทำงานในพื้นที่ เพื่อสะท้อนความจริงของชีวิตที่รอการยอมรับของเด็กกลุ่มดังกล่าว หรือ “เด็กจี” กลุ่มนี้…

เด็ก G คือใครและอยู่ที่ไหน? สำหรับคำอธิบายและข้อมูลเรื่องนี้ ในบทความระบุว่า… สำหรับ เด็ก G (G-code) คือ กลุ่มเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชนเผ่าบนพื้นที่สูงที่อาศัยตามแนวชายแดนภาคเหนือของไทยมาหลายชั่วอายุคน โดยถึงแม้ระบบการศึกษาของไทยจะเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้สามารถเข้าเรียนได้ โดยจะมีการ “กำหนดรหัสนำหน้าด้วยตัวอักษร G” แทนหมายเลข 13 หลักตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านี้สามารถได้รับ “สิทธิสวัสดิการด้านการศึกษา” จนต่อมาได้มีการเรียกชื่อเด็กเหล่านี้กันว่า… เป็นกลุ่มเด็ก G-code ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์บุคลากรที่เกี่ยวข้อง พบว่า… เด็ก G-code กระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัด

บทความดังกล่าวยังฉายภาพถึง “กระบวนการขึ้นทะเบียนเด็ก G” ว่า… จะเริ่มต้นที่โรงเรียน โดยเมื่อเด็กมาสมัครเข้าเรียน ครูจะสัมภาษณ์ประวัติและตรวจสอบว่า… มีเอกสารอะไรบ้าง ซึ่งมักพบว่า…ไม่มีเอกสารใด ๆ เลย ทำให้ต้องอาศัยการรับรองจากผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน เพื่อกรอกทะเบียนประวัติ จากนั้นจึงดำเนินการเพื่อส่งขอรหัส G จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานั้น ๆ เด็กจึงจะได้ตัวตนในระบบการศึกษา ถึงแม้จะยังไม่มีชื่อในมีระบบทะเบียนราษฎรก็ตาม อย่างไรก็ตาม แต่อุปสรรคสำคัญที่พบซ้ำ ๆ ในทุกพื้นที่ คือ “ปัญหาความไม่สอดคล้องของข้อมูล” ระหว่างระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (Data Management Center) หรือ “ระบบ DMC” ของกระทรวงศึกษาธิการกับฐานข้อมูลกรมการปกครอง

เช่น โรงเรียนยืนยันว่าเด็กคนนี้มีตัวตนจริงในชั้นเรียน แต่เมื่อเด็กไปโรงพยาบาลหรือติดต่อสถานีตำรวจ ระบบของหน่วยงานเหล่านั้นจะขึ้นว่าไม่พบข้อมูลบุคคล ทำให้เด็กเข้าไม่ถึงสิทธิรักษาพยาบาลฟรี นอกจากนี้การที่ครูต้องคีย์ข้อมูลเองทั้งหมดแบบ Manual หากเด็กย้ายโรงเรียนแล้วโรงเรียนเก่าไม่คัดชื่อออก หรือสะกดชื่อผิดไปเพียงตัวเดียวในระบบใหม่ ระบบจะไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่า คือคนเดียวกัน เพราะไม่มีเลข 13 หลักตัวจริงมายัน ข้อมูลจึงเกิดการคลาดเคลื่อนสูง” …เป็นกรณีปัญหาที่พบได้บ่อย และเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ กับ “ชีวิตของเด็ก G”

ที่เป็นสถานการณ์จริงที่ประชากรเด็กกลุ่มนี้

ต้องเผชิญบ่อย ๆ” ที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ

นอกจากปัญหาจาก “ระบบข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน” ระหว่างหน่วยงานแล้ว กรณีที่เด็กจีเรียนจบ ข้อมูลเกรดและวุฒิการศึกษาที่ผูกกับรหัส G จะไม่ถูกโอนอัตโนมัติไปยังระบบทะเบียนราษฎร โดยเมื่อเด็กไปขอทำบัตรเลข 0 ที่เป็นบัตรที่ทำให้บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน เด็กจึงต้องเริ่มกระบวนการพิสูจน์สิทธินับหนึ่งใหม่กับอำเภอ ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนเก็บประวัติไว้หมดแล้ว โดยกรณีเหล่านี้ทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะได้รับสิทธิอันพึงได้ ขณะที่ถ้าโรงเรียนต้องประสานกับอำเภอเอง เพื่อช่วยเด็ก ก็มักจะพบปัญหาว่า… ข้อมูลที่บางอำเภอส่งมาให้โรงเรียนตรวจสอบจะล่าช้า จนทำให้เด็กที่จะได้ขึ้นทะเบียนเพื่อมีเลข 13 หลักล่าช้าตามไปด้วย ส่งผลให้เด็กเข้าไม่ถึงสิทธิอื่นเพิ่ม เช่น สิทธิด้านสุขภาพ รวมถึงโอกาสที่จะได้ศึกษาต่อ…

เหล่านี้เป็นสถานการณ์ปัญหาที่เด็กจีต้องเผชิญ

ทั้งปัญหาระบบไม่เชื่อมโยง ทั้งจากความล่าช้า

ส่วน “แนวทางลดปัญหา” ให้เด็กกลุ่มนี้ บทความนี้เสนอแนะไว้ว่า… “ควรต้องสร้างระบบสนับสนุนที่ดีเพียงพอ” ที่จะทำให้เด็กกลุ่มนี้ก้าวจากรหัส G ไปสู่เลข 13 หลักได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ความพยายามของหน่วยงานใดหน่วยงานเดียว แต่ต้องอาศัยการร่วมกันของหลายภาคส่วน ที่จะผลักดันให้ปัญหานี้ลดลง โดยด่านแรกก็คือ “โรงเรียนครู” ที่มีหน้าที่สัมภาษณ์ประวัติ ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน รวบรวมเอกสาร ประสานผู้นำชุมชน และคีย์ข้อมูลเข้าระบบ และต่อมาเป็น “สำนักทะเบียนอำเภอกรมการปกครอง” ที่ทำหน้าที่ออกเลขประจำตัว 13 หลัก ที่อาจจะช่วยทำให้กระบวนการง่ายขึ้น เช่น พิจารณาออกเลขได้เลยโดยไม่ต้องส่งเรื่องไปที่สำนักทะเบียนกลาง และสุดท้ายคือ “ภาคประชาสังคม” ที่เป็นอีกส่วนสำคัญในการลงพื้นที่ช่วยคัดกรองเอกสาร ให้ความรู้ทางกฎหมาย และเป็นตัวกลางเชื่อมชุมชนกับหน่วยงานรัฐ…นี่เป็นข้อเสนอแนะที่ระบุไว้ในบทความนี้

ปัญหาเด็ก G ไม่ใช่เพียงเรื่องกฎหมายหรือระบบราชการ แต่คือเรื่องของมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมาแต่ไม่มีใครรับรองว่าพวกเขาเหล่านั้นมีอยู่จริง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือระหว่างครูในพื้นที่ เจ้าหน้าที่รัฐ ภาคประชาสังคม และนโยบายระดับชาติ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กทีละคน และเพื่อให้เด็กทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” …เป็น “ภาพชีวิตเด็ก G” ผ่านบทความใน เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม ที่ถึงแม้เด็กกลุ่มนี้จะเรียนและเติบโตใช้ชีวิตในแผ่นดินไทย

แต่การไม่ถูกรับรองสถานะตัวตนทางกฎหมาย

ก็ส่งผลทำให้เด็กกลุ่มนี้… “ขาดสิทธิไร้โอกาส”

แม้ได้รับการศึกษาตามนโยบาย แต่ไปต่อไม่ได้

ที่หากได้รับการช่วยเหลือนี่ก็น่าจะดีต่อไทยด้วย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์