ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกมาจุดพลุเมื่อราว ๆ ช่วงเดือน เม.ย. โดยแนวคิดนี้มีเป้าหมายประมาณว่า… เพื่อ ปรับลดขนาดภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาระการเงินและการคลังของรัฐบาล โดยแนวคิดนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ข้าราชการอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป โดยมีการเสนอสิทธิประโยชน์พิเศษหรือ “เงินก้อนชดเชย” ให้กับคนที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้…
เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ตัดสินใจเออร์ลี่รีไทร์
เพื่อปรับลดโครงสร้างกำลังคนและลดงาน
เพื่อช่วยลดภาระการเงินการคลังในอนาคต

รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์
ทั้งนี้ หลังแนวคิด “จูงใจเกษียณก่อนกำหนด” หรือ “โครงการเออร์ลีรีไทร์ข้าราชการ” ดังกล่าว ถูกเปิดเผยออกมาจากทางฝั่งรัฐบาล เนื่องจากมองว่า… “จำนวนข้าราชการ” ในขณะนี้ มีสภาวะ “งานล้นคน–คนล้นงาน” จนมีการเสนอแนวคิดให้มีการ “ปรับลดจำนวนข้าราชการลง” เพื่อลดขนาดภาครัฐและความซ้ำซ้อนของงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลปีงบประมาณ 2567 พบว่า… ประเทศไทยมีกำลังคนภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 3,004,485 คน แบ่งเป็นข้าราชการ 1.76 ล้านคน และกำลังคนประเภทอื่น ๆ อีก 1.25 ล้านคน จนเกิดไอเดียมีการเสนอให้นำแนวคิด “เออร์ลีรีไทร์” ดังกล่าวมาใช้…
เพื่อหวังจะช่วยปรับลดขนาดของภาครัฐ
ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นออก
เพื่อให้ “กำลังคนพอดีกับงานที่มี” ในมือ
อย่างไรก็ตาม หลังจากแนวคิดนี้ถูกโยนหินถามทางมาจากฝั่งรัฐบาล ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาทันทีเช่นกัน อย่างไรก็ดี นอกจากเสียงวิจารณ์ที่ดังขึ้นแล้ว กรณีนี้ก็มี “เสียงสะท้อนของนักวิชาการ” ที่ติดตามศึกษาเรื่องนี้ และมีการวิเคราะห์ผ่านมุมมองทางวิชาการเอาไว้น่าสนใจ โดยสำหรับเสียงสะท้อนเรื่องนี้ ทาง รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สะท้อนมุมมองต่อกรณีนี้ว่า… เห็นด้วยกับประเด็นที่รัฐบาลได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาเกี่ยวกับ “แผนเกษียณก่อนกำหนด” เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีมากเกินจำเป็น เพราะด้านหนึ่งถือเป็นการทบทวนอัตรากำลังคนภาครัฐเช่นกัน…
“จริง ๆ ช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ประเด็นนี้ไม่ค่อยถูกสนใจมากนัก เพราะมีประเด็นที่ต้องระวัง และส่วนตัวมองว่า…ถ้าจะทำเรื่องนี้ ถ้าจะให้ดีก็ควรใช้โอกาสนี้เดินหน้าทบทวนแผนยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐไทย เพื่อปฏิรูปทั้งระบบไปพร้อมกันด้วยเลยจะดีมาก ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนกำลังคนภาครัฐมีประสิทธิภาพในระยะยาว” …
นี่เป็นมุมมองของนักวิชาการธรรมศาสตร์
ที่เห็นด้วยกับการทบทวนกำลังคนภาครัฐ
เพื่อให้จำนวนข้าราชการสอดคล้องกับงาน

ทั้งนี้ นักวิชาการคนเดิมยังกล่าวอีกว่า… สำหรับแนวทางการเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐทั้งระบบที่ถูกเสนอออกมานี้ จะมี 3 หัวข้อหลัก ๆ ที่ควรพิจารณาดำเนินการ ได้แก่ หัวข้อที่ 1 ทางหน่วยงานอย่าง ก.พ. นั้น ควรใช้ข้อมูลของข้าราชการทั้งระบบมาพิจารณาวางแผนอัตรากำลังคนภาครัฐ เพื่อให้ได้สภาพการณ์จริงที่จะนำไปสู่การวางแผนที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมา ก.พ. มีแนวโน้มที่จะดำเนินการด้วยการมองเพียงจำนวนข้าราชการส่วนกลาง โดยเฉพาะที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ แต่ไม่ได้คำนึงถึงข้าราชการท้องถิ่น หรือกระทั่งเรื่องระดับชั้น ลักษณะตำแหน่ง และสายวิชาชีพของตำแหน่งลงลึกของแต่ละหน่วยงาน เช่น สายวิชาชีพทางการแพทย์ต้องการจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ หรือต้องการสายวิชาชีพไหนเพิ่มเติมในอนาคตอีกหรือไม่ จนส่งผลทำให้หลาย ๆ หน่วยงานต้องเจอปัญหางานล้นคน สวนทางกับบางหน่วยงานที่เกิดปัญหาคนล้นงาน
“หากรัฐบาลอยากจะหันกลับมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ส่วนตัวมองว่า… รัฐบาลก็ไม่ควรมองแค่ประเด็นเออร์ลี่รีไทร์ หรือขยายอายุเกษียณ แต่ควรจะปฏิรูปทั้งระบบเลย เพื่อที่จะได้ไม่เสียของ รวมถึงควรใช้ข้อมูลของทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นหลัก เพราะไทยมีข้าราชการหลายประเภท ตั้งแต่ทหาร ตำรวจ ครู หรือบุคลากรทางการแพทย์ โดยไม่ได้นับบุคลากรรัฐในส่วนที่ไม่ได้มีความเป็นข้าราชการพลเรือนแบบดั้งเดิมอีก” …รศ.ดร.วสันต์ กล่าว
ส่วนหัวข้อที่ 2 คือ รัฐบาลและหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ ไม่ควรเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งมาบังคับใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน หรือไม่ควรใช้วิธีคิดและแนวทางแบบ “การตัดเสื้อโหล” เช่น ใช้แนวทางเกษียณก่อนกำหนดเหมือนกันทุกหน่วยงาน เป็นต้น เพราะวิธีคิดแบบนี้จะทำให้รัฐอาจจะมองข้าม หรือละเลยแนวทางอื่น ๆ ไป ทั้งที่อาจจะเหมาะกับหน่วยงานนั้น ๆ มากกว่าจะใช้รูปแบบหรือแนวทางปฏิบัติแบบเดียวกัน เพราะวิธีนี้อาจจะช่วยแก้ปัญหาคนล้นงานให้กับบางหน่วยงานได้ แต่ก็อาจจะไม่เหมาะกับอีกหน่วยงาน แถมยิ่งเป็นการเพิ่มงาน จนทำให้เกิดภาระงานล้นคนอีกด้วย…
ส่วนหัวข้อสุดท้าย คือหัวข้อที่ 3 ควรมีการแบ่งบทบาทหน้าที่หลักของทั้งหน่วยงานทั้งในราชการส่วนกลาง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวน 20 กระทรวง และ 166 กรม เพื่อให้มีความชัดเจนและไม่ทับซ้อนกัน เพราะการปฏิรูปกำลังคนจะไม่มีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่แก้ไขเรื่องนี้ ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากในปัจจุบันที่ส่วนกลางมีการกระจายอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ให้กับท้องถิ่น แต่หน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังมีขนาดเท่าเดิม ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การจัดบริการสาธารณะจำนวนมากมีความทับซ้อนกัน เพราะทั้ง 3 ระดับลงมาทำเหมือนกันหมด
“ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องถนน ถ้าไปดูจะเห็นเลยว่า…มีหน่วยงานเยอะมากที่ทำเรื่องนี้ ฉะนั้น ถ้าจะปฏิรูปก็จะต้องทำให้เกิดความสัมพันธ์สอดรับทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น” …เป็นข้อเสนอแนะจาก รศ.ดร.วสันต์ ที่กล่าวเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้ โดยนักวิชาการคนเดิม ย้ำว่า… หากรัฐบาลอยากที่จะทำ “โครงการเกษียณก่อนกำหนด” อย่างจริงจัง ส่วนตัวมองว่า… ไทยอาจจะเริ่มต้นทำจากการนำข้อมูลภาพรวมทั้งหมดของข้าราชการมาพิจารณา เพื่อให้เห็นสถานการณ์ที่เป็นอยู่จริง ๆ รวมถึง ไม่ควรใช้แนวทางเดียวเหมือนกันหมดทุกหน่วยงาน แต่ควรพิจารณาแนวทางอื่น ๆ เข้ามาประกอบด้วย เพราะประเด็นเรื่องกำลังคนนั้นต้องทำแบบลงละเอียด ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา และสุดท้ายก็จะกลายเป็นเหมือนว่า… ไม่ได้แก้ปัญหาในภาพรวม!! ซึ่งจะเป็นการลงทุนและลงแรงที่เสียประโยชน์ และสูญเปล่า…
เหล่านี้เป็น “ข้อเสนอแนะ” น่ารับฟัง–น่าพิจารณา
ผ่านมุมมองของนักวิชาการในสาขาบริหารรัฐกิจ
กับแนวคิด… “เกษียณก่อนกำหนด–เออร์ลีรีไทร์
ที่เห็นดีด้วยถ้าทำได้…แต่ก็ต้องทำอย่างมีวิธีด้วย.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



