ทั้งนี้ เกี่ยวกับพฤติกรรมลูก ๆ ที่พบได้บ่อยหลังจากผ่านพ้นช่วงเปิดเทอมใหม่ไประยะหนึ่ง ซึ่งบรรดาลูกหลาน อาจมี “นิสัยที่เปลี่ยนไป” โดยที่พบได้บ่อยคือ “ดื้อมากขึ้น–งอแงเพิ่มขึ้น” จนพ่อแม่และผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยตั้งตัวไม่ทันกับพฤติกรรมใหม่นี้ของลูก ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหลังเปิดเทอม จนอาจจะเผลอใช้ “วิธีการสยบความดื้อ”
ที่ไม่เหมาะสมจนอาจส่งผลเสียระยะยาว

อลิสา รัญเสวะ
สำหรับ “คำเตือน” เกี่ยวกับการ “สยบความดื้อ” ของลูก ๆ หลังเปิดเทอมใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่เด็ก ๆ มักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากเดิม จนทำให้พ่อแม่หลายคนอาจจะไม่ทันตั้งตัว จนสุ่มเสี่ยงที่จะเลือกใช้วิธีรับมืออย่างผิด ๆ จนส่งผลกระทบระยะยาวกับเด็กได้ โดยเฉพาะ “วิธีลงโทษสุดฮิต” เช่น การ “จับเด็กเข้ามุม” หรือที่มีคำเรียกวิธีนี้กันว่า… ลงโทษแบบทำไทม์เอาต์ (Timeout) ซึ่งเป็นวิธีการแบบเก่า โดยเรื่องนี้ “อลิสา รัญเสวะ” หรือ “อาจารย์เกลล์” นักจิตวิทยาคลินิก และผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ระบุกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้น่าสนใจ ดังนี้…
ทาง อาจารย์เกลล์ นักจิตวิทยาคลินิกคนเดิม ชี้ว่า… หลังผ่านพ้นช่วงเปิดเทอมใหม่ไปสักระยะหนึ่ง พ่อแม่หลาย ๆ คนอาจจะเริ่มสังเกตเห็น พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูก เช่น ดื้อมากขึ้น เอาแต่ใจ หรืองอแงมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเทียบกับช่วงปิดเทอม ซึ่งพฤติกรรมใหม่ที่เปลี่ยนไปของลูก ๆ นี้ ทำให้พ่อแม่หลายคนที่ไม่ได้ตั้งรับอาจจะตั้งตัวไม่ทัน จนเผลอไปใช้วิธีจัดการที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการนำเอา “วิธีลงโทษแบบเก่า” มาใช้ นั่นคือการ “จับเด็กเข้ามุม” หรือการ “ลงโทษแบบไทม์เอาต์”
“พ่อแม่หลายคนอาจไม่ทันตั้งตัวรับมือความเปลี่ยนแปลงนี้ของลูก ๆ หลังเปิดเทอม หลายคนจึงไม่รู้จะจัดการกับนิสัยดื้อหรือเอาแต่ใจอย่างไร ทำให้จำนวนไม่น้อยเลือกใช้วิธีจัดการแบบยุคเก่า คือการจับเด็กเข้ามุมเพื่อลงโทษ หรือทำให้เด็กสงบ ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้ผลแค่ระยะเวลาสั้น ๆ แต่ในระยะยาวกลับส่งผลต่อเด็กอย่างมาก”
อย่างไรก็ดี นักจิตวิทยาคลินิกคนเดิมย้ำเตือนว่า… วิธีการ “ไทม์เอาต์” หรือการ “ลงโทษเด็กด้วยการจับเข้ามุม” นั้น แม้จะเป็นวิธีที่ถูกใช้ตั้งแต่โบราณซึ่งมีเป้าหมายเพื่อ “ทำโทษเด็ก” ที่แสดงพฤติกรรมต่อต้าน หรือดื้อ โดยอาจารย์เกลล์อธิบายว่า… มีหลักการสำคัญมาจาก “ทฤษฎีการปรับพฤติกรรม” ที่มีแนวคิดว่า… เมื่อเด็กทำผิดต้องแยกเด็กออกมาจากพื้นที่ปัญหา เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เมื่อลูกอาละวาดบนโต๊ะกินข้าว พ่อแม่จะนำเด็กไปไว้อีกพื้นที่หนึ่งซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นมุมห้อง แต่เป็นพื้นที่แยกจากจุดเกิดเหตุการณ์ โดยจับให้เด็กอยู่คนเดียวลำพัง เพื่อ ให้สงบ–ให้สำนึกผิด โดยทฤษฎีดังกล่าวเชื่อว่า… วิธีจับเด็กเข้ามุม หรือการ “ลงโทษทำไทม์เอาต์” จะช่วยให้เด็กได้ “คิด–วิเคราะห์–แยกแยะ”
รวมถึงได้ทบทวน “ความผิดของตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาคลินิกคนเดิมชี้ว่า… แม้วิธี “จับเด็กเข้ามุม” หรือ “ไทม์เอาต์” จะใช้มานาน แต่ภายใต้สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปในยุคนี้ วิธีดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้กับเด็กยุคนี้ แถมอาจได้ผลลัพธ์ตรงข้ามกับสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังอีกด้วย เนื่องจากเมื่อเด็กถูกจับแยกอยู่คนเดียว ไม่เพียงเด็กจะไม่สำนึกผิด แต่ยังอาจเผลอคิดว่า… พ่อแม่ไม่รักจึงลงโทษเขาแบบนี้ ทำให้เด็กบางคนโตขึ้นมาพร้อมกับ “ทัศนคติเชิงลบ” เช่น มองคนรอบตัวเป็นคนนิสัยไม่ดีที่รังแกเขา หรือ “กระตุ้นนิสัยต่อต้าน” เนื่องจากเด็กอาจจะรู้สึกว่า… ต้องปกป้องตัวเองมากขึ้น ทำให้วิธีการจัดการกับความดื้อนี้จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก…
“เนื่องจากสมองส่วนคิดวิเคราะห์ในเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ผิดกับสมองส่วนอารมณ์ที่ไวต่อความรู้สึก ทำให้เมื่อเด็กถูกลงโทษด้วยวิธีจับเข้ามุม เด็กอาจไม่ได้คิดเหมือนที่พ่อแม่คิด เพราะยังไม่มีระบบคิดที่เป็นตรรกะ”
นอกจากนั้น แหล่งข่าวคนเดิมยังกล่าวว่า… ถึงแม้วิธีนี้จะไม่เหมาะสมกับเด็กบางช่วงวัย แต่กลับเป็นวิธีที่พ่อแม่จำนวนไม่น้อยเลือกใช้เพื่อจัดการกับความดื้อของลูก ๆ เนื่องจากพ่อแม่อาจมองเห็นแค่เพียงลูกสงบนิ่งลง แต่ในใจของลูก ๆ นั้น อาจจะกำลังมองว่า… ต้องทำตัวให้สงบลงเพื่อหยุดไม่ให้พ่อแม่โมโห เพื่อที่พ่อแม่จะได้ไม่รังแกเขา โดยเด็กอาจจะไม่ได้รู้สึกสำนึกผิดอะไร แต่แค่ทำตัวสงบเพื่อให้พ่อแม่หายโมโหเท่านั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกป้องกันตัวของเด็ก ๆ …นักจิตวิทยาคลินิกระบุ
ทั้งนี้ อาจารย์เกลล์ กล่าวถึง “วิธีลงโทษยุคเก่า” แบบ “จับเข้ามุม–ไทม์เอาต์” ว่า… อาจใช้ได้ผลแค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น หากแต่ในระยะยาวกลับส่งผลกระทบที่คิดไม่ถึงต่อตัวเด็กได้มากมาย เช่น ทำให้ เด็กเติบโตมาพร้อมกับนิสัยต่อต้านทุกคนรอบตัว หรือ “ดื้อเงียบ” จากการที่เด็ก ๆ นั้น เติบโตมากับชุดความคิดว่า… พ่อแม่ไม่ได้รัก หรือเขาไม่ได้เป็นที่รักของพ่อแม่
“ส่วนตัวไม่แนะนำให้ใช้วิธีเข้ามุม หรือไทม์เอาต์ แต่อยากให้พ่อแม่ใช้ความอดทน ใจเย็น โดยควรเปลี่ยนมุมมองว่า… เป็นจังหวะดีที่จะได้สอนลูก ๆ เช่น สอนให้เด็กรู้จักเผชิญปัญหา หรือฝึกลูก ๆ ให้ได้ลองเสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แม้ต้องใช้เวลามากกว่า แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมาจะดีกว่าการใช้วิธีแบบยุคเก่า เช่น การทำไทม์เอาต์หรือจับเข้ามุมแน่นอน”…เป็น “คำแนะนำ” ถึงพ่อแม่-ผู้ปกครองจาก “อาจารย์เกลล์–อลิสา” นักจิตวิทยาคลินิก
ที่ย้ำให้พ่อแม่ยุคใหม่ “ไม่ควรใช้วิธีแบบเก่า”
“ใช้สยบดื้อลูก ๆ” เพราะยุคนี้อาจใช้ไม่ได้ผล
แถมผลลัพธ์ที่ได้ “อาจยิ่งทำให้แย่มากกว่าดี”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



