ทั้งนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” สะท้อนต่อไปก่อนหน้านั้น น่าจะช่วยให้หลายคนรู้จักกับ “โรคไข้ดิน” นี้ได้ไม่มากก็น้อย และข้อมูลยังสะท้อนให้เห็นถึง “สาเหตุ” ที่ทำให้ไข้ดินนั้น “เหมือนเป็นโรคล่องหน” ไปจากสังคมไทยเหลือเชื่อ!!…
ทั้งที่เป็น “โรคเก่าแก่” อยู่กับคนไทยมานาน
แต่หลายคนกลับไม่รู้จัก–ไม่เคยได้ยินโรคนี้
ทำให้นักวิชาการจึงอยากที่จะไขรหัสเรื่องนี้

ดร.อาภาลักษณ์ ปาติยเสวี
ทั้งนี้ ในปี 2567 งานวิจัยที่มีชื่อหัวข้อ “โรคลึกลับซับซ้อน :การทำให้โรคเมลิออยโดสิสเป็นที่รู้จักในประเทศไทย” โดย ดร.อาภาลักษณ์ ปาติยเสวี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ก็ปรากฏตัวออกมา โดยถือเป็น “งานวิจัยทางมานุษยวิทยาฉบับแรกของไทย” ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับโรคไข้ดินในมิติอื่น ๆ นอกเหนือจากมิติทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว โดยหลังจากรายงานนี้เปิดตัวก็ส่งผลทำให้โรคนี้ถูกพูดถึงอีกครั้ง โดย ดร.อาภาลักษณ์ เจ้าของผลงานวิจัยเกี่ยวกับ “โรคไข้ดิน” หรือ “โรคเมลิออยด์” เล่าถึงจุดเริ่มต้นทำให้สนใจศึกษาโรคนี้ว่า…
หลังลาออกจากอาชีพผู้สื่อข่าวสายสาธารณสุข ได้ไปทำงานกับองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย โดยดูแลภารกิจด้านการสื่อสารความเสี่ยง จึงทำให้มีโอกาสลงพื้นที่ซึ่งมีการระบาดของโรคต่าง ๆ เช่น ช่วงที่อีโบล่าระบาด จนวันหนึ่งมีนักระบาดวิทยาชาวต่างประเทศ ได้เดินเข้ามาบอกว่า… ประเทศไทยกำลังมีการระบาดของโรคไข้ดิน หรือโรคเมลออยด์อยู่!!…
“ตอนที่เป็นผู้สื่อข่าวสายสาธารณสุขก็ไม่เคยได้ยิน จนต้องไปหาข้อมูลซึ่งยิ่งค้นก็ยิ่งตกใจ เนื่องจากโรคนี้ไม่ใช่โรคที่ใหม่ แต่พบในไทยมาเกือบ 70 ปีแล้ว จึงเกิดคำถามขึ้นมา ทำไมไข้ดินจึงเป็นโรคที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก?” …ดร.อาภาลักษณ์พูดถึงเรื่องนี้ และจากความสงสัยส่วนตัว จึงตัดสินใจทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคนี้…
“โรคไข้ดิน” หรือชื่อทางการคือ “เมลิออยด์”
ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จัก–ไม่เคยได้ยินชื่อนี้
ดร.อาภาลักษณ์ เล่าว่า… งานวิจัยนี้ทำทั้งในตอนที่เรียนระดับปริญญาโท และในระดับปริญญาเอก ซึ่งการลงพื้นที่เก็บข้อมูลกว่า 14 เดือน ทำให้พบ “เรื่องน่าตกใจของไข้ดิน” โดยแหล่งข่าวคนเดิมกล่าวว่า… ไข้ดินพบในไทยมานานมาก และถือเป็น “โรคประจำถิ่น” แต่ไม่ค่อยมีการพูดถึงชื่อโรคนี้กันในวงกว้าง ซึ่งข้อมูลจากรายงานนั้นพบว่า… ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40 หลังจากติดเชื้อโรคไข้ดิน และ มักจะเสียชีวิตลงภายใน 2-3 วัน หลังเข้ารับการรักษาใน รพ.
และด้วยมีอัตราการตายที่สูง ถึงแม้จะเข้ารักษาใน รพ. ก็ตาม ทำให้ ดร.อาภาลักษณ์ เกิดความสงสัยว่า… โรคนี้มียารักษาได้ หากรักษาได้ทันท่วงที แล้วทำไมอัตราการตายยังเยอะ ซึ่งเมื่อนำข้อมูลที่เก็บรวมมาวิเคราะห์ก็พบว่า… มีอุปสรรคสำคัญจาก 2 เรื่องคือ “ความซับซ้อนทางการแพทย์” ที่เกี่ยวกับเชื้อ อาการ และการวินิจฉัย กับ “ความซับซ้อนทางสังคม” เช่น ทัศนคติประชาชน กับนโยบายภาครัฐ …นักวิชาการคนเดิมระบุ พร้อมขยายความอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากความย้อนแย้งว่า…

สำหรับ “ความซับซ้อนทางการแพทย์” ผลศึกษาในงานวิจัยพบว่า… เชื้อโรคไข้ดินเป็น “นักเลียนแบบตัวฉกาจ” ทำให้สามารถแสดงอาการที่หลากหลายออกมาได้หลายรูปแบบ ทำให้ถูกเข้าใจผิด หรือทำให้วินิจฉัยผิดพลาด เนื่องจากมีการแสดงอาการคล้ายกับวัณโรคปอด หรือโรคปอดบวม ที่สำคัญเชื้อก่อโรคไข้ดินยังสามารถ ทำลายอวัยวะทุกส่วนของร่างกายได้ …ทั้งน้ำเหลือง เลือด กระดูก สมอง หรือไขสันหลัง ที่สำคัญเชื้อไข้ดิน ยังถูกเรียกว่าเป็น… “เชื้อขี้อาย” ทำให้วินิจฉัยได้ยากซึ่งการตรวจหาเชื้อที่ให้ผลที่แม่นยำมากที่สุดนั้น ต้องใช้การเพาะเชื้อในห้องแล็บ จากตัวอย่างเลือด น้ำลาย น้ำเหลือง แถม กว่าจะมองเห็นตัวเชื้อได้ ยังต้องใช้เวลาหลายวัน ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนที่ตัวเองจะรู้ผลตรวจ…ดร.อาภาลักษณ์ ให้ข้อมูลนี้
และนอกจาก “ความยากในการวินิจฉัยโรค” และ “กระบวนการที่ต้องใช้เวลา” แล้ว แม้จะรู้ตัวว่า… ติดเชื้อไข้ดินแล้ว จนเข้าสู่กระบวนการรักษาแล้วนั้น กรณีในขั้นตอนนี้ ก็มี “กระบวนการรักษาซับซ้อน” ที่ผู้ป่วยจะต้องรักษาตัวถึง 2 ระยะคือ ระยะฉับพลัน ผู้ป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะเข้มข้นทางหลอดเลือดดำ 10-14 วัน หรือประมาณ 2 สัปดาห์
และอีกระยะคือใน ระยะต่อเนื่อง โดยเมื่อรักษาตัวใน รพ. แล้วจนครบกำหนด เมื่อผู้ป่วยกลับบ้านแล้วก็จะ ต้องกินยาต่อเนื่องต่อไป 12-20 สัปดาห์ หรือ 3-5 เดือน เพื่อกำจัดเชื้อไข้ดินให้หมดไปจากร่างกาย และสิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ ทาง ดร.อาภาลักษณ์ ให้ข้อมูลว่า…มีรายงานการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า… มีผู้ป่วยกลับจากสงครามเวียดนามมานาน 60 ปี แต่วันดีคืนดีก็ป่วยด้วยโรคไข้ดิน!!…นี่เป็น “ความน่าพิศวง” ของ “โรคไข้ดิน” หรือ “โรคเมลิออยด์”
ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนในหลาย ๆ มิติ
ทั้งมิติทางการแพทย์ไปจนถึงมิติทางสังคม
ส่วนจะซับซ้อนอย่างไร?… มาดูกันวันพรุ่งนี้.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



