‘รักษาตามอาการ’ อย่างเดียว ‘ไม่จบครบวงจร’

น้อยคนที่จะทราบได้ว่าถ้าร่างกายของเราเกิดเสื่อมถอยจนทำให้การเคลื่อนไหวมีปัญหา ยิ่งถ้ามีการบาดเจ็บหรือถูกใช้งานที่ไม่สมดุลมากเกินไปล่ะก็… จะส่งผลให้การเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปในเชิงลบมากขึ้นเป็นเงาตามตัวจนมีโอกาสเกิดปัญหาในระยะยาวได้ ซึ่งเมื่อใดที่การบาดเจ็บเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันทีขึ้นมามันจะมีผลไปถึงส่วนอื่น ๆ ของร่างกายด้วย… เอาเป็นว่าแค่ “ข้อเท้า” พลิกหรือแพลงจนรู้สึกเจ็บ และปรากฏต่อมาว่าเอ็นข้อเท้าฉีก ก็ไม่ได้แปลว่าจะเจ็บที่ข้อเท้าเท่านั้นหรอกนะ เพราะจริง ๆ แล้วมันจะบาดเจ็บเชื่อมโยงไปทั่วตัว จากการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อที่ข้อเท้า สะโพก ลำตัว อันเป็นผลจากการที่ สมองซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวมีการรับรู้ที่ผิดเพี้ยนขณะที่สูญเสียการเคลื่อนไหวทรงตัว ซึ่งหากภาวะอาการที่เกิดขึ้นนี้ขาดการประเมิน-แก้ไข ก็จะส่งผลให้ลักษณะอาการที่เพี้ยนไปยังคงค้างคาอยู่ไปได้ถึง 10 ปี 20 ปี หรือตลอดชีวิตได้เลย โดยที่ยังเคลื่อนไหวขา 2 ข้างไปได้ในแบบที่เป็นการชดเชยเพื่อใช้งาน ซึ่งมิใช่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพดังเดิม แต่เพี้ยนไปจากเดิมแล้ว และมีโอกาสเสี่ยงบาดเจ็บซ้ำสอง โดยเฉพาะใครที่เป็นนักกีฬา ที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการลงสนามต่อ ๆ ไปด้วย ส่วนคนทั่วไปที่ไม่ต้องการความเคลื่อนไหวที่คล่องตัวมากเท่าไหร่ก็ต้องเผชิญความเสื่อมในวันข้างหน้าเมื่อสูงวัยนั่นเอง

SMART HOSPITAL”วันนี้มีข้อมูลที่น่ารู้ น่าสนใจ และได้ประโยชน์ เกี่ยวกับประเด็นข้างต้นนี้ จาก “นพ.ชนินทร์ ล่ำซำ” ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านกระดูกและข้อเวชศาสตร์การกีฬา ในฐานะ “แพทย์ที่ปรึกษาโรงพยาบาลธนบุรี” ที่ได้สละเวลาอธิบายให้ความกระจ่าง ซึ่งปกติแล้วเวลาใครเกิดเหตุบาดเจ็บตรงส่วนหนึ่งส่วนใดก็มักไปพึ่งพาหาหมอให้รักษาที่ส่วนนั้นเป็นหลัก แต่กับบรรดาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงวัย หรือวัยอื่น ๆ ที่ไปที่ “โรงพยาบาลธนบุรี” เพื่อรับการบำบัดรักษาจาก “อาจารย์ชนินทร์” จะได้รับการประเมินภาวะอาการโดยรวมก่อนที่จะรักษาส่วนที่บาดเจ็บ ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้…

นพ.ชนินทร์ ล่ำซำ แพทย์ที่ปรึกษา รพ.ธนบุรี


…หากประเมินและแก้ไขเฉพาะส่วนจะไม่ครอบคลุมถึงที่มาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น เนื่องจากก่อนการบาดเจ็บนั้นลักษณะการเคลื่อนไหวจะเป็นแบบหนึ่ง เมื่อบาดเจ็บที่ข้อเท้าแล้วคนเจ็บจะมีการเคลื่อนไหวไปอีกแบบหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท้าหายเจ็บแล้วก็มักไม่กลับไปเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าเดียวกับก่อนที่ข้อเท้าจะเจ็บ เพราะไม่สามารถปรับให้กลับไปได้เองโดยอัตโนมัตินะครับ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการฝึกฟื้นฟูใหม่หลังจากหายเจ็บข้อเท้าแล้ว โดยมาประเมินใหม่ว่าการเคลื่อนไหวบกพร่องไปแค่ไหนอย่างไร ที่จำเป็นต้องแก้ไขให้กลับมาเคลื่อนไหวได้มีประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสมที่สุดที่ควรจะเป็น มิฉะนั้นจะมีโอกาสให้เกิดการสึกหรอ การเสื่อมถอย หรือเสียหายได้ไวขึ้น… ซึ่งบางทีคนเจ็บอาจไม่เข้าใจตรงนี้ว่ายังจะให้ทำอะไรอีกในเมื่อมันไม่เจ็บแล้ว สบายดีแล้ว เดินได้แล้ว แต่ที่จริงก็ยังเดินได้ไม่ดี เพราะฉะนั้น โรงพยาบาลธนบุรี จึงได้จัดบุคลากรสำหรับช่วยเหลือดูแลฝึกฝนในเรื่องการเคลื่อนไหวไว้ดูแลเรื่องนี้ด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากการหยิบยาใส่ปากดื่มน้ำตามแล้วกลืนเข้าไปก็จบ แต่จะต้องมีการฝึกอย่างสม่ำเสมอด้วยความตั้งใจและมีสมาธิแบบเต็มร้อย เพื่อให้สมองเกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นครับ…”


‘มุมมองโดยรวม’ นักว่ายน้ำ ‘เอ็นไหล่อักเสบ’

มีกรณีเด็กนักกีฬาว่ายน้ำที่มาพบ “อาจารย์ชนินทร์” ด้วยอาการเจ็บ “หัวไหล่” ข้างหนึ่ง ซึ่งเมื่อซักถามที่มาสาเหตุอาการเจ็บว่ามีการเปลี่ยนวิธีฝึกซ้อมหรือเปลี่ยนเทคนิคที่แตกต่างไปอย่างไรหรือไม่ ก็ได้ความว่าฝึกซ้อมธรรมดา-สม่ำเสมอ และไม่ได้หกล้มหรือบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่เหตุไฉนจึงเกิดเอ็นอักเสบทั้ง ๆ ที่ว่ายน้ำทุกวัน ซึ่ง “อาจารย์ชนินทร์” ได้อธิบายตามหลัก “เวชศาสตร์การกีฬา” โดยทบทวนทั้งกระบวนการกีฬาว่ายน้ำซึ่งมีองค์ประกอบตั้งแต่มือร่วมกับแขนไปถึงกระดูกสะบัก-ลำตัว-เอว-สะโพก จนถึง “ขา” ซึ่งเสมือนใบพัดเรือที่ทำให้เรือเคลื่อนไป แต่เมื่อใดที่ใบพัดที่เป็นตัวส่งแรงขับเคลื่อนทำหน้าที่ได้ไม่ดี ก็จะเริ่มเพี้ยนขึ้นไปถึงหลังและการบิดตัว จึงต้องใช้มือช่วยแก้ไข และเมื่อใช้มือแก้ไปเรื่อย ๆ ก็ส่งผลให้เอ็นหัวไหล่เจ็บ… หากรักษาแค่เอ็นหัวไหล่อย่างเดียวจะไม่เกิดผล ต้องไปดูส่วนล่างตั้งแต่สะโพกไปถึงขาว่าทำงานปกติดีหรือไม่ จากนั้นก็ดูว่าหลังยังดีอยู่หรือเริ่มเพี้ยนแล้ว เพราะถ้าเพี้ยนก็จะทำให้ลำตัวบิดในจังหวะที่ว่ายและส่งผลถึงไหล่และแขนให้รับงานหนักขึ้นจนเอ็นอักเสบ ดังนั้นถ้ารักษาแค่เอ็นหัวไหล่อย่างเดียวก็จะเกิดการเจ็บอีก ซึ่งเมื่อเห็นว่าเขามีเทคนิคการว่ายดีอยู่แล้ว เพียงแต่เกิดเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจากภาวะไม่สมดุลระหว่างเคลื่อนตัวว่ายน้ำ จึงควรต้องแก้ไขทั้งกระบวนการเพื่อให้หมดปัญหา

ลักษณะหนึ่งของการบาดเจ็บที่หัวไหล่


อาจารย์ชนินทร์” ให้ความกระจ่างเพิ่มโดยระบุว่า… “…การเคลื่อนไหวของมนุษย์ควบคุมโดยสมองครับ ร่างกายธรรมชาติให้วิธีเคลื่อนไหวมาไว้มากกว่าหนึ่งวิธีเพื่อให้คนเราสามารถพลิกแพลงไปตามสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ แต่เมื่อมีการเจ็บเกิดขึ้นร่างกายก็จะปรับวิธีเคลื่อนไหวเพื่อให้อยู่รอดได้ เคลื่อนไหวได้และเจ็บน้อยที่สุดเพื่อไปต่อ แต่พอหายเจ็บการเคลื่อนไหวไม่ได้พลิกกลับมาได้ประสิทธิภาพเหมือนเดิมครับ จึงจำเป็นต้องตรวจประเมินเพื่อให้สมองสามารถปรับกลับมาใหม่ด้วยการกระตุ้น การฝึก มิฉะนั้นการเคลื่อนไหวก็จะยังเป็นแบบที่ไม่ค่อยดีเรื่อยไปโดยเจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเพี้ยนไป….”

ชัดเจนนะครับสำหรับความรู้ที่ “อาจารย์ชนินทร์” ถ่ายทอดและขยายความพร้อมกับยกตัวอย่างประกอบการอธิบายมาช่วยคลี่คลายความสงสัยในวิธีการตรวจ-วินิจฉัย ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการรักษาด้วยการพิจารณาตลอดทั้งกระบวนการ อันจะช่วยให้คนไข้คนเจ็บไม่ต้องเทียวไล้เทียวขื่อ วนเวียนกลับไปกลับมาพึ่งพาหาหมอซ้ำแล้วซ้ำเล่า


‘ฝึกสมอง-กล้ามเนื้อ’ ช่วย ‘ให้ผลรักษาที่สมบูรณ์’

นอกจากกรณีข้างต้นแล้ว ยังมีกรณีตัวอย่างการบาดเจ็บ “หัวเข่า” เรื่องราวที่เกิดกับคุณสุภาพสตรีท่านหนึ่งซึ่งตอนเกิดเหตุยังศึกษาในมหาวิทยาลัยและได้ร่วมกิจกรรมการแสดงในปี 2555 โดยไม่รู้เลยว่า “หัวเข่า” ได้รับบาดเจ็บแค่ไหนอย่างไร จนผ่านไปหลายปีได้มีเหตุเกิดซ้ำที่จุดเดิม กลายเป็นเรื่องยาวต้องรักษาหลายครั้งหลายหน และได้ไปที่ “โรงพยาบาลธนบุรี” เพื่อรับการบำบัดรักษาจาก “อาจารย์ชนินทร์” ในเวลาต่อมา มาติดตามเรื่องนี้จาก “คุณรัมภ์รดา คำอุดม” ซึ่งปัจจุบันได้ยึดอาชีพ “ครูฝึกโยคะ” ที่รู้จักกันในนาม “ครูหวาย” ที่ลำดับเรื่องราวในอดีตช่วงที่หัวเข่าบาดเจ็บจนต่อเนื่องเรื่อยมา ดังนี้ครับ…

ตอนเกิดเหตุอยู่ระหว่างร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัยโดยแสดงเป็นหางเครื่องเต้นไปตามจังหวะเพลง ซึ่งท่าเต้นมีการบิดเข่าบวกกับย่อตัวค่ะ และเมื่อย่อลงไปก็ได้ยินเสียงลั่นในหัวเข่าทั้ง ๆ ที่เสียงเพลงบนเวทีดังมาก แล้วก็ทรุดไปกองบนเวทีแสดงเลย ก็ไปหาหมอแต่ไม่ได้เอกซเรย์ คือคุณหมอบอกว่าน่าจะเป็นเอ็นไขว้หน้าฉีก จึงได้พักรักษาตัวประมาณ 2 อาทิตย์ กว่าที่อาการของเข่าจะลดบวมและสงบลง หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกว่ามันมีอะไรสักอย่างทำให้เดินไม่มั่นคง

คุณรัมภ์รดา คำอุดม


อีก 6 ปีต่อมา เริ่มมามีงานอดิเรกที่เป็นการเต้น คือเต้น Jazz Dance และ Swing Dance ที่เรียกว่า Lindy Hop ซึ่งมีลีลาการเต้นประกอบกับท่าม้วนตัวลอยข้ามไปลงด้านหลังของคู่เต้น ก็เกิดอาการเหมือนครั้งแรกเลยค่ะ แต่แรงกว่าเพราะมาจากท่ากระโดดลอยขึ้นไปแล้วลงที่พื้น แล้วก็ทรุดเลยค่ะ ไปหาหมอแล้วเข้า MRI ปรากฏว่าเอ็นไขว้หน้าขาดแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ค่ะ ตอนนั้นอยู่กรุงเทพฯ แล้วก็มีผู้ใหญ่แนะนำให้ไปหา อาจารย์ชนินทร์ ค่ะ หลังจากซักที่มาสาเหตุแล้วท่านเสนอวิธีรักษาให้เลือก 2 อย่าง คือถ้าจะเลือกงาน Hobby ที่มีท่าเต้น และอยากใช้ชีวิตในการวิ่งด้วย ก็ควรผ่าตัด แต่ถ้าใช้ชีวิตอาชีพครูสอนโยคะเป็นหลัก และไม่เลือกการเต้น ไม่ผ่าตัดก็ได้ ซึ่งได้เลือกวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดค่ะ แล้วก็ใช้ชีวิตโยคะได้ปกติค่ะ…

จนเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้วได้เกิดอาการเจ็บซ้ำที่เข่าอีก แต่ไม่เหมือนอาการเจ็บ 2 ครั้งแรก จึงไปตรวจที่โรงพยาบาลใกล้บ้านและได้รับการตรวจ MRI แล้วใช้สิทธิผ่าตัดที่นั่น ได้รับการซ่อมเอ็นไขว้หน้าขาดพร้อมกับเย็บซ่อมหมอนรองเข่าด้วยเลย แต่หลังผ่าตัดยังเจ็บเข่าไม่หายแม้จะฟื้นฟูตามระยะที่ไม่ควรเจ็บแล้ว ก็รู้สึกมีอาการเจ็บแปลก ๆ แทรกขึ้นมา ก็เลยกลับไปหา อาจารย์ชนินทร์ อีกที โดยท่านอธิบายว่าระบบสั่งการระหว่างสมองกับกล้ามเนื้อของเราไม่สัมพันธ์กัน โดยที่สมองไม่สามารถสั่งกล้ามเนื้อก้นได้ตามปกติจากการผ่าตัดค่ะ สรุปว่าคุณหมอได้แนะนำให้เข้ารับการฝึกระบบสมองกับกล้ามเนื้อก้นให้สัมพันธ์กัน ฝึกประมาณ 2 เดือนก็เริ่มเห็นผล ตาม Step ที่คุณหมอสอน โดยไม่ต้องซ่อมอีก คือได้ใช้วิธีฝึกกายภาพกล้ามเนื้อก้นจริง ๆ และคุณหมอได้ให้ใช้ยาเฉพาะที่ประมาณเดือนที่ 3 เพื่อลดอาการอักเสบจนหายค่ะ ตอนนี้ก็ผ่านการฝึกมา 10 ครั้งในช่วงเกือบ 1 ปีที่มา โรงพยาบาลธนบุรี จนถึงตอนนี้ก็กลับมาเดินขึ้นลงบันไดได้ปกติ สอนโยคะได้ตามปกติเลยค่ะ…”

ลักษณะหนึ่งของการบาดเจ็บที่หัวเข่า


ถึงบรรทัดนี้เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงกระจ่างชัดประเด็นที่ “อาจารย์ชนินทร์” เน้นไว้ว่า… “…การเคลื่อนไหวของมนุษย์ควบคุมโดยสมอง… ร่างกายธรรมชาติให้วิธีเคลื่อนไหวมามากกว่าหนึ่งวิธี เพื่อให้คนเราสามารถพลิกแพลงไปตามสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม… และไปต่อได้…” …ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม “SMART HOSPITAL” วันนี้…สวัสดีครับ

หมอฝั่งธน