ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วง “เปิดเทอมใหญ่ 2569” โดยสะท้อนจากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเผยข้อมูลน่าตกใจว่า… มีผู้ปกครองร้อยละ 27 ยอมรับว่า… “มีเงินไม่พอใช้จ่ายช่วงเปิดเทอม!!” เนื่องจากค่าใช้จ่ายการศึกษาที่เกิดขึ้น

ไม่ได้มีเฉพาะค่าเทอม แต่มี “ค่าใช้จ่ายแฝง”

ที่ถูกรวมให้เป็น “ต้นทุนทางการศึกษา” ด้วย

เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง “ต้อนรับเปิดเทอม 2569” นี้ กำลังกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลาย ๆ ครอบครัว และกับเด็กไทยจำนวนไม่น้อย เนื่องจากพบแนวโน้มที่ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของไทยมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งวิกฤตินี้ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกเป็นกังวล กลัวว่า… พิษค่าครองชีพ-พิษเศรษฐกิจ จะยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งขยายออกไปกว้างขึ้น จนส่งผลทำให้เด็กหลายคน ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา และสำหรับความกังวลเรื่องนี้มีนักการศึกษาได้สะท้อนมุมมองกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… “ค่าใช้จ่ายทางการศึกษา” เป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงกับหลาย ๆ มิติ…

ศ.ดร.ชรินทร์ มั่งคั่ง

สำหรับ “เสียงสะท้อน” ต่อกรณีเรื่องนี้เป็นของ ศ.ดร.ชรินทร์ มั่งคั่ง อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ที่ได้วิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าวไว้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… วิกฤติเศรษฐกิจรุนแรงขณะนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์หลาย ๆ เรื่อง อาทิ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด “ภาวะหนี้ค่าเทอมเพิ่มขึ้น” ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวจึงเกิดปัญหาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของลูก ๆ จนส่งผลทำให้ตัวเลขหนี้ค่าเทอมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเวลานี้

พร้อมกับชี้ว่า… แม้รัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ความเป็นจริงนั้น “ความฟรีไม่มีจริงในโลกการศึกษาไทย” โดยนอกจากค่าเทอมแล้ว เด็กหนึ่งคนยังมีค่าใช้จ่ายแฝงซ่อนอยู่ด้านหลังค่าเทอมอีกมากมาย เช่น ค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น ชุดนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ ที่เด็กต้องซื้อเพิ่ม…หรือในการศึกษาภายใต้โลกยุคดิจิทัลกับเอไอแบบนี้ อุปกรณ์อย่างแท็บเล็ตก็จำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องควักกระเป๋าเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายแฝงนอกเหนือจากค่าเทอมให้กับลูก ๆ เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เนื่องจากเด็กจำเป็นต้องใช้ในการเรียน…

ที่ค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้เป็นต้นทุนการศึกษา

ที่พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องจ่ายให้ลูก ๆ

ศ.ดร.ชรินทร์ นักการศึกษาคนเดิมยังกล่าวกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อีกว่า… เมื่อภาวะการเงินถึงจุดวิกฤติ และครอบครัวแบกรับค่าใช้จ่ายการศึกษาไม่ไหว ทางออกที่น่าเศร้าคือหลายครอบครัว ต้องดึงเด็กออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้ออกมาช่วยหารายได้ จนปรากฏภาพที่หลายคนอาจเห็นจนชินตาจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติทั่วไป ตามสี่แยกไฟจราจร คือ ภาพเด็กที่สวมชุดนักเรียนเดินขายนมเปรี้ยว-ขายสินค้า ตามสี่แยกไฟจราจร ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น… “ปรากฏการณ์ไฟแดง” ซึ่งสังคมอาจมองเห็นเป็นเรื่องดี ที่เด็กขยันทำมากิน แต่เบื้องหลังภาพน่าชื่นชมนี้กลับมีความจริงอีกมุมที่ซ้อนอยู่…

แหล่งข่าวนักการศึกษาคนเดิมขยายความเรื่องนี้ว่า… ปรากฏการณ์เด็กไฟแดงที่เห็นสังคมอาจจะมองเป็น “เรื่องดีภาพที่ดี” ที่มองว่า… เด็ก ๆ เหล่านี้ เป็นคนขยันเป็นเด็กกตัญญู ที่รู้จักช่วยครอบครัวทำงานหารายได้ หากแต่กลับกันภาพนี้กลับสะท้อน “โครงสร้างสังคมที่มีปัญหา” เนื่องจากเด็ก ๆ ที่สวมชุดนักเรียนวิ่งตระเวนขายสินค้า หรือขายนมเปรี้ยวตามแยกไฟแดงกลับเป็น “ความสูญเปล่าทางการศึกษา” เนื่องจากแทนที่เด็กเหล่านี้จะได้ใช้เวลาไปกับการทบทวนการเรียน หรือเสริมสร้างพัฒนาการ กลับต้องนำมาใช้กับการ “ทำงานหารายได้” เพื่อ “ช่วยครอบครัว” จนเกิดภาวะ “รับผิดชอบเกินวัย”

นอกจากนั้น ศ.ดร.ชรินทร์ ขยายความประเด็นนี้ว่า… กับภาพของเด็กที่ทำงานหารายได้ตามแยกไฟแดง หลายคนอาจมองเป็นภาพดี ที่เด็กขยัน เด็กช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน แต่ในมุมนักการศึกษาแล้ว สิ่งนี้เป็นความสูญเสีย เพราะแทนที่เด็กควรจะได้ใช้เวลาไปกับการเรียนรู้ อ่านหนังสือ เล่นกีฬา หรือได้เติบโตตามวัย แต่เด็กกลับต้องมาทำงานหาเงินเพื่อช่วยครอบครัว ทำให้เกิด “ความสูญเปล่าทางการศึกษา” เพราะการที่เด็กต้องใช้เวลาไปกับการรับภาระเกินวัยแบบนี้ ยิ่งสุ่มเสี่ยงที่จะไม่เกิดความต่อเนื่องทางการศึกษา จากการที่เด็กไม่สามารถใช้เวลาในชีวิตที่มีไปกับการเสริมสร้างทักษะให้กับตัวเองได้อย่างเต็มที่…

ปัญหาค่าใช้จ่ายทางการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องในโรงเรียน แต่เป็นปัญหาที่ผูกโยงกับมิติสังคม เศรษฐกิจ การเมืองแบบแยกไม่ได้ ยิ่งถ้าปล่อยให้ไทยเกิดปรากฏการณ์ไฟแดงต่อไปเรื่อย ๆ ช่องว่างความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งขยายกว้างขึ้น จนเด็กจำนวนมากเข้าไม่ถึงการศึกษา หรืออาจเข้าถึง แต่ก็เป็นเพียงการศึกษาที่ไร้คุณภาพ”

ส่วน “ข้อเสนอ” เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดและยั่งยืนนั้น .ดร.ชรินทร์ เสนอว่า… ควรมุ่งเน้นทำให้ “ครอบครัวเด็กนักเรียนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น” ที่ไม่ได้เป็นแค่อัดฉีดเงินจ่ายค่าเทอมเป็นรายครั้ง แต่ต้องสร้างกลไกรองรับค่าใช้จ่ายแฝงที่ครบถ้วนและแท้จริง และทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งไม่ได้มีแค่ตัวเลขบนใบเสร็จค่าเทอม…

แต่ผู้ปกครองยุคนี้ต้องเผชิญ “ค่าใช้จ่ายแฝง”

ด้วยมีคำว่า… “อนาคตลูก ๆ” เป็นตัวประกัน.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์