ทั้งนี้ จากคำถามดังกล่าว ที่สงสัยเกี่ยวกับ “ใครที่น่าเป็นห่วงที่สุด?” ภายใต้บริบทของ “ครอบครัวไทยยุคใหม่” กรณีนี้มีแง่มุมสะท้อนน่าสนใจที่ฉายภาพถึง “สถานการณ์น่าวิตก” ของประชากรกลุ่มหนึ่งเอาไว้ คือกลุ่มคนใน “ช่วงอายุ 45-59 ปี”
หลังสำรวจพบแนวโน้ม “ดัชนีความสุขลดต่ำ”
จากการที่คนในช่วงวัยนี้ “ต้องแบกรับภาระ”
ในฐานะ “เสาหลัก–ตัวแบก” ของครอบครัว

ณัฐณิชา ลอยฟ้า
ทั้งนี้ เกี่ยวกับภาพสะท้อนของ “ปรากฏการณ์” ดังกล่าว อาจจะกลายเป็น “ระเบิดสังคมลูกใหญ่” ในอนาคตได้นั้น เนื่องจากมีการสำรวจพบข้อมูลว่า… ดัชนีความสุขของคนไทยช่วงอายุ 45-59 ปีลดต่ำลงจนน่าตกใจ!! โดยข้อมูลส่วนนี้ถูกนำเสนอไว้ผ่านบทความชื่อ “ช่องว่างของความสุข–ทำไมวัยกลางคนไทยถึงเปราะบางที่สุด?” เผยแพร่ทาง เว็บไซต์เดอะประชากร โดยผู้เขียนคือ ณัฐณิชา ลอยฟ้า นักวิจัยโครงการของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า… รายงานความสุขโลกปี 2568 (World Happiness Report) แม้ไทยมีระดับความสุขอันดับ 49 จาก 147 ประเทศ
แม้จะถือว่ายังมีความสุขระดับค่อนข้างสูง
แต่เมื่อแยกช่วงอายุนั้นพบข้อมูลน่าตกใจ
เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ณัฐณิชา นักวิจัยคนเดิมได้ขยายประเด็นนี้ว่า… เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาค แม้ไทยจะมีระดับความสุขที่ค่อนข้างสูง หากแต่เมื่อพิจารณาแยกตามช่วงอายุกลับพบภาพน่าสนใจ และชวนให้ตั้งคำถาม กล่าวคือ คนไทยวัยกลางคนตอนปลาย อายุระหว่าง 45–59 ปี เป็นกลุ่มที่มีระดับความสุขต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น ในขณะที่กลุ่มอายุน้อยกว่า 30 ปี กลับเป็นกลุ่มที่มีระดับความสุขสูงที่สุดของประเทศ โดยกรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่างความสุขระหว่างวัย” ที่ชัดเจน โดยวัยทำงานตอนปลายมีความสุขต่ำกว่ากลุ่มวัยหนุ่มสาวอย่างมีนัยสำคัญ
นี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดกับคนวัยกลางคน
แล้วปรากฏการณ์นี้แตกต่างจากหลายประเทศในภูมิภาคหรือไม่? …หรือเกิดเป็นกับไทยประเทศเดียว โดยเรื่องนี้บทความดังกล่าวให้ข้อมูลว่า… จากการเปรียบเทียบในผลสำรวจดังกล่าว ไม่พบว่า… เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย มีปรากฏการณ์เช่นนี้เหมือนกับประเทศไทย ซึ่งจากการเปรียบเทียบนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า… “รูปแบบความสุขตามช่วงวัย” ของไทยมีลักษณะเฉพาะ และข้อค้นพบนี้ยังอาจจะชี้ให้เห็นว่า… ช่วงวัยก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ (45–59 ปี) อาจเป็น “ช่วงเปราะบางของชีวิต” สำหรับคนไทยจำนวนมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ ต้องเผชิญแรงกดดันในหลาย ๆ ด้านพร้อมกัน

“ข้อค้นพบนี้อาจช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นของกลุ่มวัยกลางคน ที่เป็นวัยก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งต้องแบกรับทั้งภาระทางเศรษฐกิจ การทำงาน ความไม่มั่นคงด้านรายได้ อีกทั้งจำนวนมากต้องดูแลทั้งบุตรและพ่อแม่ไปพร้อมกัน หรือเป็นกลุ่มแซนด์วิช เจเนอเรชัน (sandwich generation) รวมถึงตัวเองยังงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและความมั่นคงในวัยเกษียณอีกด้วย จึงอาจเป็นปัจจัยทำให้ความสุขลดต่ำลง”…เป็นการวิเคราะห์ที่ ณัฐณิชา สะท้อนถึง…
“แซนด์วิชเจเนอเรชัน” ที่หมายถึง “วัยกลางคน”
ที่ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้คนวัยนี้ยิ่งเปราะบาง
นักวิจัยคนเดิมยังได้สะท้อนภาพน่าสนใจจากปรากฏการณ์นี้ไว้อีกว่า… จากรายงานการศึกษาหลายชิ้นพบว่า… คนวัย 45–59 ปี มักเป็นช่วงที่ ต้องรับผิดชอบหลายบทบาทพร้อมกัน ซึ่งประชากรกลุ่มนี้จำนวนมาก ต้องดูแลทั้งพ่อแม่ที่เข้าสู่วัยสูงอายุ และ ต้องรับผิดชอบลูกที่ยังอยู่วัยเรียน หรือวัยเริ่มต้นทำงาน ในขณะเดียวกันตัวเองก็ยัง ต้องเผชิญภาระการเงิน ภาระจากการทำงาน และ ความกังวลเกี่ยวกับอนาคต โดยความรับผิดชอบหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันเป็น “ช่วงรอยต่อชีวิต” ที่ทำให้วัยกลางคนเต็มไปด้วยแรงกดดันและความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องรายได้ สุขภาพ และความมั่นคงวัยเกษียณ
ทั้งนี้ ทาง ณัฐณิชา ลอยฟ้า นักวิจัยของโครงการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ย้ำในบทความที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เดอะประชากรไว้ว่า… เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ การดูแลสุขภาพจิตประชาชนทุกกลุ่ม จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาโรคทางจิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้มแข็งทางใจและการเตรียมความพร้อมของผู้คนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะ กลุ่มวัยกลางคนกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญของชีวิต เพราะท้ายที่สุดแล้วความสุขของสังคมนั้น ไม่ได้เกิดจากตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่มีเรื่องของคุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ และความสามารถในการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงด้วย
“ในสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว การทำให้คนวัยก่อนเกษียณ หรือวัยกลางคนตอนปลายมีความสุขและมีพลังใจที่เข้มแข็ง อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง” …เป็น “ข้อเสนอ” ทิ้งท้ายไว้
ให้สังคมไทยร่วมกันคิดหากลไกเพื่อช่วยเหลือ
“เดอะแบกตัวจริง” ใน “ครอบครัวไทยยุคใหม่”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



