คนเรา กิน อยู่  อย่างไรย่อมส่งผลกระทบกับสุขภาพแบบนั้น ที่เห็นชัดเลยคือ เบาหวานและคณะ หรือกลุ่ม โรคไม่ติดต่อ NCDs ซึ่งในส่วนของ โรคเบาหวาน นั้น ในประเทศไทยพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 1-2 แสนคนต่อปี หรือ ใน 100 คนที่เดินมา จะมีอย่างน้อย 6 คน ที่มีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคเบาหวาน หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ก็เสี่ยงจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตราย

ดังนั้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย จึงได้จัดหลักสูตรE-learning DM Remission เพื่อพัฒนาบุคลากรการแพทย์ ในการเดินหน้าดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้เข้าสู่ ภาวะโรคสงบ    

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.สำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. เผยว่า หลักสูตร “E-learning DM Remission เริ่มใช้ตั้งแต่ 2 ก.พ. 2569 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบบริการสุขภาพ พัฒนาบุคลากรในหน่วยบริการทั่วประเทศ ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่ไปสู่งานเบาหวานระยะสงบ เป็นการปรับระบบบริการสุขภาพจากการมุ่งรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและการดูแลตนเอง สอดคล้องกับพันธกิจของ สสส. ในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ และขับเคลื่อนระบบสุขภาพในระดับอำเภอ จังหวัด และเขตบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย

หลักสูตร e-learning มีคนลงทะเบียนเรียน มากกว่า 7,000 คน สอบผ่านได้ใบประกาศนียบัตร 4,185 ราย ลองคิดดู ถ้าไม่ได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต้องเชิญคนมาประชุมทีละ 100-200 คนจะต้องทำกี่รุ่น ย้ำว่า การที่บุคลากรทางการแพทย์ ทีมที่ดูแลผู้ป่วยโรค NCD ได้เห็นวิธีการและเข้าใจองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะทำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การอยู่ของตนเอง และยังทำให้คนในบ้านซึ่งเป็นคนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคเอ็นซีดีอื่น ๆ ได้พลอยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นด้วย ฉะนั้น ก็จะทำให้ห่างไกลเบาหวานออกไปได้อีกด้วย

CHUENCHEEWAA

ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานฯ ระบุว่า จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยด้วยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 ปี 2562-2563 พบโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 4.8% ในปี 2540 เป็น 9.5% ในปี 2563 หากใช้ค่าฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c)ใช้ วัดระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยย้อนหลัง 2-3 เดือน ร่วมในการวินิจฉัย พบความชุกของโรคสูงถึง 11% แต่มีผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามเป้าเพียง 26.3% ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น โรคจอประสาทตา ตาบอด ไตวาย เบาหวานลงเท้า และโรคหัวใจและหลอดเลือด

ส่วนต้นทุนค่ารักษาช่วงปี 2561-2564 สูงถึง 1,344 ล้านบาทต่อปี เป็นอันดับ 2 รองจากโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นการทำให้
ผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองทั้งการกินอาหาร การออกกำลังกาย ควบคุมระดับน้ำตาล ได้ใกล้เคียงคนปกติ ซึ่งหาก ลดน้ำหนักตัวลงได้ 10% ของน้ำหนักตั้งต้น ก็จะช่วยให้เข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบได้ ลดภาวะแทรกซ้อน ลดการใช้ยา และยกระดับคุณภาพชีวิต ลดค่าใช้จ่ายระบบสุขภาพในระยะยาว

องค์การอนามัยโลก กำหนดว่า โรคอ้วนและเบาหวานต้องไม่เพิ่มขึ้น เราจึงมีโครงการทำให้ผู้ป่วยสามารถคุมโรคได้ และไม่เสียชีวิต อย่างภาวะโรคสงบ บางคนอาจจะเรียกว่าหายได้ เพราะน้ำตาลอยู่ในระดับที่ไม่ใช่เบาหวานแล้ว ไม่ต้องใช้ยาแล้ว คนไข้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า โรคจะไม่กลับมา หากปฏิบัติตัว หรือใช้ชีวิตกินอยู่ไม่ถูกต้องโรคก็กลับมาเป็นใหม่ได้ หรือแม้อายุมากขึ้น อวัยวะเสื่อมลงโรคก็กลับมาได้ 

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้ทรงคุณวุฒิและประธาน WHO-CCS-NCDs เสริมว่า องค์การอนามัยโลกมีทุนสนับสนุนการจัดการโรคไม่ติดต่อ ที่ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานในประเทศ ไทย รวมถึงจัดทำ E-learning การจัดทำคู่มือแนวทางการจัดการ
ผู้ป่วยเบาหวานให้อยู่ในระยะสงบ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หรือพันธสัญญาที่ประเทศไทยต้องทำในฐานะประเทศคู่สัญญา คือการป้องกันไม่ให้มีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้น ซึ่งองค์การอนามัยโลกให้การชื่นชมประเทศไทยในการจัดการเรื่องนี้มาก.