ทั้งนี้ กับภัยเงียบรูปแบบดังกล่าว ซึ่งเป็น “ความเปราะบางทางจิตใจ” และ “การคิดสั้น” ในอีกรูปแบบหนึ่งถูกอธิบายไว้ โดยนักจิตวิทยา ที่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะนี้ไว้ เนื่องจากรูปแบบภาวะดังกล่าวนี้ เปรียบเป็นเสมือน “ภูเขาน้ำแข็งที่จมใต้น้ำ”

และด้วยความที่ไม่ถูกแสดงออกชัดเจน

คนใกล้ตัวจึงมองข้ามสัญญาณอันตราย

ที่กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินไปที่จะช่วย

เกี่ยวกับชุดข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” สะท้อนต่อ ณ ที่นี้ มาจากบทความ “อยู่ก็ได้-ตายก็ดี ทำความรู้จัก Passive Suicidal Ideation ภัยเงียบที่ทำร้ายใจคนยุคใหม่” โดย บุณยาพร อนะมาน นักจิตวิทยา ศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร (PSYCH-CEO) ที่ได้อธิบายถึงภาวะคิดสั้นรูปแบบนี้ไว้ผ่านทาง www.psy.chula.ac.th โดยในช่วงเริ่มต้นในบทความ ทางผู้เขียนมีการย้ำว่า… ด้วยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการกล่าวถึงความคิดอยากตาย และภาวะความเปราะบางทางจิตใจ ซึ่งอาจกระทบความรู้สึกของคนที่อาจจะกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก หรือรู้สึกไม่สบายใจในชีวิต จึงขอแนะนำให้ข้ามบทความนี้ไปก่อน

อย่างไรก็ตาม แต่หากอยากทำความรู้จัก “ภาวะคิดสั้น” ที่ในทางจิตวิทยาเรียกกันว่า… “Passive Suicidal Ideation” กรณีนี้ก็ต้องลองมาทำความเข้าใจจากชุดข้อมูลเรื่องนี้ได้ โดย บุณยาพร ผู้เขียนบทความให้ข้อมูลว่า… ภาวะคิดสั้นแบบ “อยู่ก็ได้ตายก็ดี” นี้ อาจเป็นคำที่หลายคนไม่คุ้นหู แต่ถ้าพิจารณาความรู้สึกที่บางคนอาจเคยเฝ้ารอให้มีเหตุการณ์บางอย่างมาทำให้ชีวิตนี้จบสิ้นลง โดยที่ตัวเองไม่ต้องลงมือ กรณีนี้ก็อาจมีบางคนตกใจว่า… ตนก็อาจเคยมีความคิด หรือความรู้สึกแบบนี้เช่นกัน!!

ทั้งนี้ ผู้เขียนคนเดิมอธิบายเพิ่มเติมในบทความว่า… ปกติสังคมมักคุ้นกับ การฆ่าตัวตายแบบกระตือรือร้น (Active Suicidal Ideation) ที่เป็นการคิดสั้นซึ่งมีรูปแบบ แผนการ และเจตนาชัดเจน แต่สำหรับภาวะ Passive Suicidal Ideation” หรือ “อยู่ก็ได้ตายก็ดี” นั้น กลับเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำ เพราะแม้บางคนจะเกิดความปรารถนาที่จบชีวิต แต่กลับขาดแรงจูงใจที่จะก่อเหตุ หรือแผนการที่จะทำร้ายตนเองในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีแผนการหรือเจตนาในเรื่องนี้ชัดเจน แต่ “ความนิ่งเงียบ” นี้เอง ที่ทำให้ “สัญญาณอันตรายถูกมองข้าม” ทำให้คนใกล้ชิด จึงอาจจะไม่ได้ใส่ใจ…

ทาง บุณยาพร นักจิตวิทยาคนเดิมยังได้ยกตัวอย่าง “สัญญาณอันตราย” ที่คนซึ่งมีภาวะอารมณ์รูปแบบนี้มักจะสะท้อนออกมาผ่าน “ประโยคต่าง ๆ” ที่คนนั้นพูด หรือกล่าวออกมา เช่น “ถ้าหลับไปแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกก็คงดี” หรือ “อยากให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเราจัง” หรือ “เหนื่อยเกินกว่าจะใช้ชีวิตต่อ แต่ก็ไม่ได้อยากฆ่าตัวตายนะ” …ซึ่งมีลักษณะของ “คำตัดพ้อ” หรือสะท้อนถึง “ความคิดชั่ววูบ” อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนอาจจะไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติจากคำพูด หรือประโยคทำนองนี้ แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว ประโยคเหล่านี้กลับเป็น “เสียงสะท้อนความเจ็บปวดในใจ” ที่คนนั้นกำลังแบกรับภาระที่หนักเกินไป!!…

ส่วน “สัญญาณเตือน” ของคนที่มีความคิดแบบ “อยู่ก็ได้ตายก็ดี” นั้น เรื่องนี้ทาง บุณยาพร นักจิตวิทยาศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร (PSYCH-CEO) อธิบายว่า… คนรอบข้างอาจดูจากสัญญาณต่าง ๆ ที่คนนั้นสะท้อนออกมาได้ ดังนี้… เพ้อฝันถึงความตาย โดยคนที่มีสัญญาณนี้มักจะชอบจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ตัวเองเสียชีวิต, มีพฤติกรรมไม่ใส่ใจชีวิต เช่น เริ่มละเลยความปลอดภัยของตัวเอง อาทิ ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือใช้สารเสพติด เนื่องจากอาจจะกำลังรู้สึกว่า… ถ้าเป็นอะไรไปก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย, ละเลยตนเอง เช่น ปล่อยเนื้อปล่อยตัว หรือหากมีโรคประจำตัวก็เริ่มไม่รับประทานยาตามสั่ง, รู้สึกไร้ค่าโดดเดี่ยว เพราะเชื่อว่าตนเป็นภาระคนอื่น หรือรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจไม่มีใครต้องการ และสุดท้ายคือ เริ่มปลีกตัวจากสังคมโดยถอยจากความสัมพันธ์และกิจกรรมที่เคยชอบ เพราะไม่เห็นความหมายที่จะมีปฏิสัมพันธ์นั้นต่อ

ความน่ากลัวของภาวะนี้ คือสามารถเปลี่ยนจากความไม่ตั้งใจทำ ให้เป็นความตั้งใจที่จะลงมือทำได้ทุกเมื่อ ถ้ามีปัจจัยกระตุ้นรุนแรง หรือความสิ้นหวังนั้น ถูกสะสมมากขึ้นจนถึงขีดสุด” …เป็น “คำเตือน” ที่นักจิตวิทยาระบุไว้

แล้วจะทำอย่างไรถ้าเริ่มมีความคิดแบบนี้?…กรณีนี้มีการให้คำแนะนำว่า… อาจเริ่มต้นจากการ “เยียวยาจิตใจตัวเอง” เพื่อทำให้ความคิดอยากฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นหายไปได้ อย่างไรก็ตาม แต่การจะทำให้ความคิดเช่นนี้หายไป หรือลดน้อยลงไปได้นั้น กรณีนี้ก็อาจต้องใช้เวลาและความเข้าใจ ตลอดจนจำเป็นที่จะต้องได้แรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง โดยมีแนวทางปฏิบัติ ได้แก่…

อนุญาตตนเองให้ยอมรับความรู้สึก เพราะการมีความคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจ แต่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า… ใจของเรากำลังป่วย และต้องการการดูแล,ระบายกับพื้นที่ปลอดภัย เช่น คุยกับคนที่ไว้ใจ หรือนักจิตวิทยา เพื่อบรรเทาความอึดอัดใจ ทั้งช่วยให้ได้เห็นแง่มุมที่ถูกบดบังไว้ด้วยความเศร้า, สร้างแผนความปลอดภัย โดยกำหนดรายชื่อบุคคลหรือสายด่วนที่ติดต่อได้ทันที เมื่อความคิดเริ่มรุนแรงขึ้น , ค้นหาความหมายจากสิ่งเล็กน้อย ที่ไม่ต้องเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และสุดท้าย ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมอง หรือกระบวนการคิดให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง…

นี่เป็น “แนวทางปฏิบัติเบื้องต้น” ที่แนะนำไว้

เพื่อ “ลดปัจจัยเสี่ยง” จากภาวะคิดสั้นแบบนี้

อีก “ภัยเงียบในใจ” ที่ยุคนี้ยิ่งมีตัวกระตุ้นอื้อ!!.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์