ทั้งนี้ จากกระแสอื้ออึงถึงสาเหตุในการลาสิกขาของอดีตพระรูปหนึ่งซึ่งแจ้งเหตุผลการสึกออกมาว่า… เพราะ “รู้สึกเครียดรู้สึกกดดัน” นั้น เรื่องนี้ได้ทำให้สังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ความเครียดของพระ” กันว่า… เป็นพระมีเรื่องให้เครียดด้วยหรือ? ซึ่งเรื่องนี้ก็มี “เสียงสะท้อน” ที่น่าพินิจ-น่าพิจารณาเช่นกัน…

มีทั้งการวิเคราะห์ในมุมมองนักจิตวิทยา

รวมถึงมุมสะท้อนจากพระที่ให้ทัศนะไว้

ก่อนจะไปค้นหาคำตอบจากปัญหาเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยมีก็คือ สังคมมักจะมีภาพจำว่า… “พระ” คืออาชีพที่สบายและไร้ทุกข์ หากแต่ในมุมมองจิตแพทย์แล้ว ความจริงกลับสวนทางกัน เพราะในทางการแพทย์และทางจิตวิทยามองว่า… “พระสงฆ์ก็คือปุถุชนที่มีกลไกสมองตอบสนองต่อสิ่งเร้าไม่แตกต่างจากคนทั่วไป อีกทั้งเมื่อเริ่มต้นเข้าสู่เพศบรรพชิต หรือเดินเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้วนั้น ทุกรูปต่างก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการปรับตัวที่เข้มงวด ภาระงานบริหารวัดที่หนักหน่วงราวกับงานออฟฟิศ ไปจนถึงการรองรับความทุกข์ของญาติโยม ซึ่งปัจจัยเหล่าทำให้ พระรู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์สะสม

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ

เกี่ยวกับ “ปัญหาความเครียดของพระ” นี้ มีมุมมองจากทาง นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ หรือ“หมอท๊อป” จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กรมสุขภาพจิต ที่สะท้อนปัญหาผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า…ระยะหลังมีคนตั้งคำถามเยอะถึง “ความเครียดของพระ” โดยมีทั้งคำถามว่า…พระเครียดแล้วเป็นอะไรไหม? และเป็นพระเครียดด้วยหรือ? ซึ่งใน กรณีคนปกติทั่วไป ทุกคนจะเข้าใจทันทีว่า… ความเครียดเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสมองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นกลไกให้มนุษย์หลีกเลี่ยงความไม่สบายกายและใจ ทั้งยังเป็นตัวกระตุ้นให้หาทางหลีกเลี่ยง หรือจัดการปัญหานั้น โดยเมื่อจัดการได้แล้ว ความเครียดก็จะหายไปโดยอัตโนมัติ…

จากความเครียดของคนปกติทั่วไป ที่เป็นกลไกปกติของสมอง นพ.อภิชาติ ก็ได้อธิบายเกี่ยวกับใน กรณีของพระสงฆ์ ต่อว่า… สำหรับในมุมของพระนั้น หากมองในทางจิตวิทยา พระก็สามารถเครียดได้เป็นปกติเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ด้วยความที่พระสงฆ์นั้น เมื่อบวชแล้วก็จะต้องมีการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวกับการภาวนา เพื่อเรียนรู้การระงับหรือควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกที่มากกว่าคนปกติ ทำให้ส่วนใหญ่แล้วเราจึงไม่ค่อยเห็นพระแสดงความเครียดตรง ๆ เนื่องจากการที่พระสงฆ์มีการฝึกฝน-ฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการระงับอารมณ์ความคิดตลอด ทำให้แม้จะเกิดความเครียด แต่ก็จัดการอารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้…

ได้ดีกว่าได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกันคนทั่วไป

ส่วนอีกคำถามสุดฮิตที่ก็มีคนถามเข้ามาเยอะเช่นกันว่า… ทำไมพระถึงเครียดได้?” และ “อะไรถึงทำให้พระเครียด?” นั้น สำหรับเรื่องนี้ นพ.อภิชาติ กล่าวว่า… ที่เกิดคำถามเช่นนี้ เพราะ “สังคมมีภาพจำ” ว่า… พระเป็นอาชีพที่สบาย ทำให้ไม่มีเรื่องให้ต้องเครียด เพราะไม่ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว ซึ่งเป็นทัศนคติผิด ๆ จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชีวิตของพระ เพราะหากมองผ่านมุมจิตวิทยการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานะเพศบรรพชิตนั้น พระที่เข้าสู่โลกใหม่ใบนี้ต้องเผชิญความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ

บางรูปอาจมีความเครียดสะสมตั้งแต่เริ่มบวชใหม่ ๆ แล้ว อีกทั้งหลังบวชพระหลายรูปก็อาจจะคาดหวังกับตัวเองไว้สูงว่าอยากปฏิบัติดี อยากดำรงตนให้เหมาะสม ซึ่งทำให้ต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ หรือต้องสู้กับคามรู้สึกของตัวเองค่อนข้างหนักมาก ซึ่งการอดทนอดกลั้นนี้ก็ทำให้เกิดความเครียดได้”… นพ.อภิชาติ ชี้ถึง “ปัจจัย” นี้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สามารถทำให้พระเกิดความเครียดได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน อาทิ จากระเบียบชีวิตที่วนเวียนแบบเดิมทุกวัน ซึ่งก็มีผลสามารถทำให้สมองเกิดความเครียดที่พัฒนามาจากความเบื่อหน่ายได้, จากการเรียนทางธรรม อาทิ การเรียนภาษาบาลี ที่เป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคย ก็อาจทำให้เกิดแรงกดดันจนเป็นความเครียดได้, จากการต้องรับฟังทุกข์อยู่เสมอ โดยการที่พระนั้นต้องเป็นผู้รับฟังความทุกข์และความเศร้าของคนทั่วไปอยู่เป็นประจำ หรือแม้แต่ต้องไปเห็นภาพหรือซึมซับบรรยากาศความโศกเศร้าของผู้คน เช่น พิธีงานศพ กรณีนี้อาจจะทำให้ซึมซับความเครียดเข้ามาได้โดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว กับยุคปัจจุบันนี้ก็ยังมี “ปัจจัยสำคัญ” ที่กลายมาเป็น “สาเหตุใหญ่” ทำให้พระเครียดได้ง่ายขึ้นอยู่ 2 ปัจจัยคือ จากภาระการงานในหน้าที่ ที่บางรูปนั้นอาจต้องรับผิดชอบงานหลายอย่าง เช่น ต้องดูแลวัด ดูแลบริหารจัดการคน ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และก็ต้องออกกิจนิมนต์ ทำให้บางรูปรู้สึกกดดันหรือเกิดความเหนื่อยล้า จนกลายเป็นความเครียดสะสม ขณะที่อีกปัจจัยคือ จากภัยสังคมออนไลน์และมิจฉาชีพ ที่ยุคนี้มีหลากหลายรูปแบบมาก ทำให้พระจำนวนไม่น้อยรู้สึกกดดันในการวางตัว เพราะกลัวทำผิดพลาด…เหล่านี้เป็น “ปัจจัยสาเหตุ” ที่ทำให้ “พระเครียด”

อย่างไรก็ดี ในยุคที่ความเครียดไม่เลือกหน้า และในทางจิตวิทยาเองก็มองว่า… พระสงฆ์คือปุถุชนที่มีกลไกสมองตอบสนองต่อสิ่งเร้าไม่ต่างจากคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้ แม้แต่พระนั้นก็มีโอกาสจะ “ป่วยด้วยความเครียด” ได้เช่นกัน ทำให้เกิดปุจฉาสำคัญคือ ในวันที่ใจของพระสั่นคลอนนั้น จะมีวิธีประคับประคองจิตใจอย่างไรให้พ้นภัยความเครียด ซึ่งแนวทางในเรื่องนี้…

มีแนวทางผ่านคำแนะนำไว้น่าสนใจ

ที่ทาง “พระพยอม กัลยาโณ” ได้ให้ไว้

มีวิธียังไง? ทำเช่นไร? มาดูต่อพรุ่งนี้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์