ทั้งนี้ กับคำถามดังกล่าวที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้มีการนำเสนอผ่าน “มุมจิตวิทยา” เพื่อหาคำตอบของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านคำอธิบายจากทาง ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนันท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต ที่ได้ถอดรหัสพฤติกรรมนี้ไว้ โดยชี้ว่า… “การลืมเป็นกลไกปกติของสมอง” ไม่ใช่ความบกพร่องทางสติปัญญา…

แต่เป็นเสมือน “ระบบตัดไฟให้กับจิตใจ”

เพื่อให้ผู้คนนั้นก้าวข้ามผ่านความทุกข์ได้

แต่ถ้าภาวะนี้ไม่สมดุลก็อาจทำให้มีปัญหา

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนันท์

ทั้งนี้ หลังจากทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้ชวนสังคมร่วมคิดและถอดรหัสทางออกของวิกฤติดังกล่าว ผ่านมุมมองของ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนันท์ ซึ่งได้ชี้เตือนไว้ว่า… หากปล่อยให้ สังคมไทยตกอยู่ในภาวะลืมง่าย เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ สังคมจะยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยจะทำให้ปัญหาสังคมเดิม ๆ วนลูปกลับมาทำร้ายไม่รู้จบ และเพื่อเป็นการตอบโจทย์และหาทางออกร่วมกัน คุณหมอจึงได้ให้คำแนะนำในการ “ฝึกฝนระบบความจำ” เอาไว้น่าสนใจ…

ผ่านแนวทางปฏิบัติไว้ถึง 3 ระดับด้วยกัน

ที่มีแนวทางปฏิบัติที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

เริ่มต้นจาก ระดับบุคคล ด้วยการลงมือ “ทำDigital Detox” ให้กับตัวเอง เนื่องจากปัจจุบัน โดยเฉพาะภายใต้สภาพล้อมของสังคิจิทัลนั้น ผู้คนต้องอยู่ท่ามกลางโลกดิจิทัลที่พร้อมจะดึงดูด และเบี่ยงเบนความสนใจอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ทำให้ การกำหนดโฟกัสในการเสพสื่อให้ชัดเจน ในแต่ละวัน จะช่วยดึงเราออกจากกระแสดราม่ารายวันได้ และช่วยป้องกันไม่ให้สมองนั้นเกิดภาวะข้อมูลท่วมท้น จนต้องลบเรื่องสำคัญทิ้งไป ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดเหตุรุนแรงกระทบสังคม แทนที่จะแค่กดแชร์หรือคอมเมนต์ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็ให้ลองเปลี่ยนมาเป็นการบันทึก สรุปเหตุการณ์ และตั้งคำถามเชิงระบบแทน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในระดับบุคคลเช่นนี้ จะช่วยให้สมองของเราสามารถจัดหมวดหมู่เรื่องราว และย้ายข้อมูลเหล่านั้นเข้าสู่ระบบความทรงจำระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อไม่ให้ความทรงจำที่ควรค่าแก่การแก้ไขถูกอัลกอริทึมพัดพาไปอย่างง่ายดาย” …เป็นคำอธิบายถึงการทำ “ดิจิทัลดีท็อกซ์” ให้กับสมอง

เพื่อช่วยในเรื่องการ “เพิ่มประสิทธิภาพความจำ”

ทำให้ระบบความจำทำหน้าที่เต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีที่จำเป็นต้องฝึกฝนในระดับบุคล ที่ทางคุณหมอแนะนำไว้ก็คือ “การจัดการอารมณ์เฉพาะหน้า” โดยเฉพาะเมื่อเราต้องเสพข่าวสารที่หดหู่ หรือคดีสะเทือนขวัญ เพื่อป้องกันไม่ให้สภาพจิตใจของเราต้องพังทลายลงไปตามกระแสดราม่าที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ โดยทาง ดร.นพ.วรตม์ ได้แนะนำเพิ่มถึงวิธีการฝึกในเรื่องนี้ว่า… กับการฝึกกระบวนการจัดการอารมณ์นี้ ต้องเริ่มต้นจากการ “คัดแยกอารมณ์ออกจากข้อเท็จจริง” ให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่า… ตนเองเริ่มมีอาการใจสั่นหรือดำดิ่งไปกับความเศร้ามากเกินไป ซึ่งหากพบอาการแบบนี้ ให้ลองสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วถามตัวเองว่า… ข่าวนี้กำลังส่งผลต่ออารมณ์อย่างไร และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคืออะไร

การที่มนุษย์เราสามารถระบุและเท่าทันอารมณ์ของตนเองได้อย่างชัดเจนนั้น จะช่วยลดความตื่นตระหนก และทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ตนเองรวมถึงกระแสโซเชียล” …นี่เป็นประโยชน์ของกระบวนการนี้

ขยับมาที่ ระดับสังคม โดยคุณหมอคนเดิม กล่าวว่า… สำหรับการปรับเปลี่ยนในระดับสังคมนั้นจำเป็น ต้องร่วมกันสร้างระบบความจำร่วมภายนอกสมอง ที่มีความเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ โดยควรลดการพึ่งพาความทรงจำบนหน้าฟีดโซเชียลที่มีลักษณะมาไวไปไว ผ่านวิธีการต่าง ๆ อาทิ สร้างฐานข้อมูลสาธารณะเพื่อติดตามความคืบหน้า ไม่ว่าจะเป็นคดีใหญ่ ๆ หรือโศกนาฏกรรมให้เกิดความต่อเนื่อง หรือการสร้างอนุสรณ์เตือนใจในพื้นที่เกิดเหตุ ตลอดจน นำเหตุการณ์มาถอดบทเรียนอย่างตรงไปตรงมา แล้วบรรจุลงในหลักสูตรการศึกษาของเยาวชนรุ่นหลัง ๆ

เพื่อที่จะสร้างระบบความจำร่วมของสังคม

สำหรับระดับสุดท้ายคือ สื่อสารมวลชน ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ “สังคมไทยไม่เป็นสังคมลืมง่าย” โดยมีหน้าที่จะ ต้องทวงถามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ แม้เรื่องราวนั้น ๆ จะเงียบหายไปจากเทรนด์ฮิตหรือหน้าฟีดโซเชียลแล้วก็ตาม โดยการติดตามและนำเสนอประเด็นสำคัญซ้ำ ๆ ของสื่อมวลชนเช่นนี้ ไม่ใช่การตอกย้ำเพื่อขายความเศร้าหรือส่งต่อความโกรธแค้น แต่เป็นการเตือนสติให้สังคมมองเห็น “รอยรั่วเชิงระบบ” ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์และบาดแผลของสังคมไทยต้องเกิดซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป… ดร.นพ.วรตม์ ชี้แจงแนวทาง

ที่จำเป็นจะต้องร่วมทำพร้อมกันทั้ง 3 ระดับ

ทั้งนี้ โฆษกกรมสุขภาพจิตย้ำว่า… เป้าหมายสูงสุดของการขับเคลื่อนไม่ให้สังคมลืมง่าย ไม่ใช่การสอนให้ผู้คนกลายเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น หรือจมปลักอยู่กับความทุกข์ และไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องหลั่งสารความโกรธแค้นออกมาตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญคือ “สังคมต้องสร้างสมดุลของความชินชาให้ได้” ซึ่งในมิติส่วนตัวเราสามารถลืมเพื่อปรับตัวและปกป้องใจไม่ให้แตกสลาย แต่ในมิติของความเป็นพลเมืองนั้น จะต้องไม่นิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้อง และต้องรักษาความทรงจำเชิงระบบ

สังคมที่ฉลาดและเติบโตยั่งยืน ไม่ใช่สังคมที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือสังคมที่มีความจำร่วมกันที่เข้มแข็ง จนไม่ยอมจำนนต่อสิ่งบิดเบี้ยว และไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมเดิม ๆ วนกลับมาทำร้ายซ้ำสอง” …ดร.นพ.วตรม์ ระบุ

ทั้งนี้ แหล่งข่าวคนเดิมยังกล่าวย้ำกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อีกว่า… หากภาวะชินชาขาดความสมดุล จนมนุษย์เราเริ่มชินชากับสิ่งแย่ ๆ จนมองปัญหา เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน อุบัติเหตุซ้ำซาก หรือความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อนั้นคือเวลาที่ “จิตสำนึกร่วมของสังคมมีปัญหา” เกิดขึ้นแล้ว และจะทำให้พลังขับเคลื่อนสังคมอ่อนแรงลงไปเรื่อย ๆ จนผู้คนเลิกตั้งคำถามและยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้องและสิ่งที่บิดเบี้ยว โดย ดร.นพ.วรตม์ กล่าวทิ้งท้ายว่า… แม้ในสภาพความเป็นจริง ผู้คนในสังคมยุคนี้อาจจะรู้สึกสิ้นหวังกับการแก้ไขปัญหาอยู่บ้าง แต่คำอธิบายเชิงจิตวิทยาและคำแนะนำทั้งหมดนี้ คือเข็มทิศที่จะช่วยให้ “สังคมเกิดความจำร่วมที่เข้มแข็ง” เพราะความจำร่วม หรือ “จิตสำนึกร่วม” ของผู้คนในสังคมนั้น…

เป็นเครื่องมือทรงพลังเพื่ออุดรอยรั่วเชิงระบบ

และสร้างสังคมที่ปลอดภัย โปร่งใส และยั่งยืน

กับหลุดพ้นวงจรเป็นสังคมที่ลืมเรื่องแย่ ๆ ง่าย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์