ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ถึงแม้น้ำผึ้งไทยจะได้รับการการันตีเรื่องของรสชาติ แต่กลับไม่สามารถสร้างมูลค่าจากน้ำผึ้งได้อย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากน้ำผึ้งไทยต้องเผชิญความท้าทายทั้งมาตรฐานการผลิต และการส่งออก รวมไปถึงจาก “ค่ามาตรฐานน้ำผึ้งสากล”

ส่งผลให้ “น้ำผึ้งไทย” ไม่สามารถแข่งขัน

กับ “น้ำผึ้งชาติอื่น ๆ” ในตลาดน้ำผึ้งโลก

จนไทยสูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ที่ “น้ำผึ้งไทย” ต้องเผชิญนี้มีนักวิชาการของไทยที่ได้พยายามแก้ไข “ข้อจำกัดอุปสรรค” ที่เกิดขึ้น ผ่านงานวิจัยเชิงนวัตกรรม เพื่อยกระดับน้ำผึ้งไทยให้มีศักยภาพพอจะออกไปแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตน้ำผึ้งอื่น ๆ ในตลาดโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโครงการวิจัย “การสร้างความเข้มแข็งและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าแบบองค์รวมของผลผลิตของชันโรงในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนจากทาง หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สังกัดของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ. ) ที่เข้ามาส่งเสริมโครงการนี้…

ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ และ “จุดเด่นของน้ำผึ้งไทย” นั้น เรื่องนี้ รศ.ดร.อรวรรณ ดวงภักดี นักวิชาการประจำศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร มจธ. และประธานภูมิภาคเอเชีย สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งนานาชาติ กล่าวว่า… ไทยมีสายพันธุ์ผึ้งท้องถิ่นถึง 5 ชนิดจาก 8 ชนิดในทวีปเอเชีย ได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งพันธุ์ ผึ้งมิ้ม ผึ้งม้าน และไทยยังมี “ชันโรง” อีกกว่า 34 สายพันธุ์ ทำให้น้ำผึ้งที่ผลิตจากไทยมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับทักษะการทำเกษตรแม่นยำของคนไทย ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง อย่างไรก็ตาม แต่น้ำผึ้งไทยกลับยังไม่สามารถออกไปแข่งขันได้ แม้ตลาดน้ำผึ้งโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท…

ที่เป็น “โอกาสประเทศไทย” ที่สูญเสียไป

รศ.ดร.อรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านผึ้ง ยังชี้ถึง “อุปสรรค” ที่ทำให้ไทยเสียโอกาสจากตลาดน้ำผึ้งโลกนี้ว่า… มีสาเหตุสำคัญมาจาก “มาตรฐานน้ำผึ้งสากล” ซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลจากผึ้งพันธุ์ฝรั่ง ทำให้น้ำผึ้งไทยซึ่งมีกรดธรรมชาติสูงและมีเอนไซม์ที่แตกต่าง มักจะถูกประเมินว่า… ไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งที่เป็นน้ำผึ้งคุณภาพดี!! และนอกจากปัญหาด้านมาตรฐานแล้ว อุตสาหกรรมน้ำผึ้งโลกยังประสบ “ปัญหาน้ำผึ้งปลอม” ที่ดึงราคาน้ำผึ้งแท้ให้ตกต่ำลง ไปด้วย จนทำให้น้ำผึ้งถูกรับซื้อในลักษณเหมาจ่าย โดยไม่มีการคัดแยกเกรดคุณภาพ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตน้ำผึ้งแท้มีต้นทุนผลิตสูงกว่า และต้องแบกรับภาระนี้ไว้…

จนผู้ผลิตน้ำผึ้งมองว่า….ไม่คุ้มค่าลงทุน

และที่สำคัญการศึกษายังพบว่า… แม้พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่จะหันมาบริโภคน้ำผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและยารักษาโรคมากขึ้น แต่ น้ำผึ้งไทยกลับไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ ตามศักยภาพอย่างเต็มที่ ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย อาทิ ข้อมูลเชิงลึกด้านโภชนาการของน้ำผึ้งไทยยังไม่ถูกรวบรวมไว้เป็นระบบ, การขาดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะชี้วัดคุณค่าของน้ำผึ้งไทย กับการขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตต้นทาง ส่งผลให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นและความเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของ “น้ำผึ้งไทย” จึงทำให้น้ำผึ้งไทย “ถูกด้อยค่า” ให้เป็นเพียงแค่น้ำตาลราคาถูก แทนที่จะถูกยอมรับจากตลาดโลก…

ในฐานะ “ซูเปอร์ฟู้ด” ที่มีคุณค่าและมีมูลค่า

จากปัญหาดังกล่าวทำให้เห็นความสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ และความร่วมมือกับทุก ๆ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ “น้ำผึ้งไทย” และ “น้ำผึ้งชันโรง” เกิดการยอมรับในระดับสากล จนทำให้ไทยมีรายได้จากการส่งออกน้ำผึ้งมากขึ้น… อย่างไรก็ดี แต่การไปถึงเป้าหมายนี้ได้ก็ต้องอาศัยความเข้มแข็งจากภายใน เหตุนี้ทางคณะวิจัยจึงได้สร้างกลไกขับเคลื่อนขึ้นมา เพื่อพัฒนามาตรฐานน้ำผึ้งไทย ที่มีแกนหลักประกอบด้วย 1.Standard (มาตรฐาน) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สะอาดและตรวจสอบย้อนกลับได้ 2.Specialty (เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น) ที่ดึงจุดเด่นด้านรสชาติ สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และสรรพคุณทางยาน้ำผึ้งแต่ละท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ3.Sustainability (ความยั่งยืน) เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อระบบนิเวศ

นอกจากนั้นยังดำเนินการควบคู่กับ การพัฒนาระบบคัดเกรดน้ำผึ้ง หรือกำหนด ดัชนีชี้วัดน้ำผึ้งเขตร้อน”(Tropical Honey Index) หรือเรียกว่า… ค่าดัชนี THI” เพื่อที่จะ คัดเกรดน้ำผึ้งตามคุณค่าทางชีวภาพ เพื่อคัดแยกน้ำผึ้งเกรดพรีเมียมออกจากน้ำผึ้งคุณภาพต่ำ และ คัดน้ำผึ้งปลอมออกจากระบบ ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาให้กับน้ำผึ้งไทยได้มูลค่าที่สูงขึ้นตามเกรดคุณภาพ ภายใต้ แนวคิดมัลติแบรนด์ (Multi-Brand) เพื่อสร้างภาพจำให้น้ำผึ้งไทยในสายตาผู้บริโภคน้ำผึ้งทั่วโลก

การใช้ดัชนีชี้วัดน้ำผึ้งเขตร้อน หรือ THI จะช่วยคัดกรองน้ำผึ้งปลอมออกไป และช่วยกอบกู้ชื่อเสียงกับความเชื่อมั่นต่อน้ำผึ้งไทยให้กลับคืนมา ซึ่งถ้าหากเราเรียกความมั่นใจนี้กลับมาได้ มูลค่าการส่งออกที่ปัจจุบันอยู่ระดับพันล้านบาท ก็จะขยายตัวและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อีกมาก” รศ.ดร.อรวรรณ กล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้น้ำผึ้งไทย…

ที่เป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” ก้าวไปสู่ “ซูเปอร์แบรนด์”

เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย

ทั้งช่วยยกระดับให้กับเศรษฐกิจฐานรากด้วย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์