ทั้งนี้ สำหรับปรากฏการณ์สำคัญอย่าง “เอลนีโญ” แม้หลายคนจะได้ยิน “ศัพท์สำคัญ” คำนี้อยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่ไม่เข้าใจว่า… เหตุใดปรากฏการณ์นี้จึงสำคัญอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก รวมถึงคนไทย จนถึงขั้นมี “คำแนะนำ” ให้ทั่วโลก…

ต้องเฝ้าระวังและติดตามปรากฏการณ์นี้

รวมถึงต้องวางแผนรับมือปรากฏการณ์นี้

เพื่อ “ลดผลกระทบ” จาก “เอลนีโญ 2569”

เกี่ยวกับ “เอลนีโญ” นี้ ก่อนจะไปที่มุมวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาคำตอบว่า “ปี 2569 ไทยจะถูกซูเปอร์เอลนีโญถล่มหรือไม่” นั้น “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากชวนพลิกแฟ้มย้อนดูข้อมูลของปรากฏการณ์ดังกล่าว โดย กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า… “เอลนีโญ” เป็นคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์ ซึ่งเป็น “ต้นเหตุ” ที่ทำให้ เกิดผลกระทบต่อภูมิอากาศโลกอย่างรุนแรง โดยในอดีตหลายประเทศเคยเผชิญ “ผลกระทบรุนแรง” เช่น อเมริกาเหนือ ที่เคยประสบสภาพอากาศผิดปกติตลอดทั้งปี 2526 และ ออสเตรเลีย ที่เคยเผชิญภัยแล้งและไฟป่ารุนแรงมากขึ้น…เป็นตัวอย่าง

กับบางประเทศที่ได้ผลกระทบจากเอลนีโญ

นอกจากนั้น ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยายังอธิบายถึง “ความหมายชื่อ” ของ “เอลนีโญ” ว่า… คำเรียกนี้ มีความหมายแตกต่างกัน โดยในภาษาสเปน หากเขียนขึ้นต้นด้วยอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ คือ “El Niño” จะหมายถึงทารกพระเยซูคริสต์ ขณะที่สำหรับชาวเปรู คำนี้มีความหมายเพิ่มเติม คือ กระแสน้ำอุ่นที่ไหลเลียบชายฝั่งเปรูลงไปทางใต้ทุก ๆ 2-3 ปี หรือมากกว่านั้น จึงมีการนำชื่อที่ชาวเปรูใช้เรียกนี้ มาตั้งเป็นชื่อกระแสน้ำอุ่น ที่เกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวว่า… เอลนีโญ” ทั้งนี้ โลกเริ่มรู้จักและสังเกตเห็น ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ. 1892 หรือตรงกับปี พ.ศ. 2435 ของไทย…

เหล่านี้เป็น “ที่มาความหมาย” ของชื่อเรียก

ส่วน “กลไกการเกิดเอลนีโญ” นั้น มีข้อมูลอธิบายว่า… ในสภาวะปกติ มหาสมุทรแปซิฟิกจะมี ลมค้าตะวันออก (East Trade Winds) พัดพามวลน้ำอุ่นบนผิวน้ำทะเลจากฝั่งตะวันออก (ชายฝั่งอเมริกาใต้) ให้ไหลไปสะสมอยู่ทางฝั่งตะวันตก (แถวอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ส่งผลให้ฝั่งตะวันตกมีความชื้นสูง เมฆก่อตัวง่าย และมีฝนตกชุกตามฤดูกาล ขณะที่ฝั่งตะวันออกจะมีน้ำเย็นจากใต้ทะเลลอยขึ้นมาแทนที่ จึงทำให้อากาศแห้งแล้ง ทว่า เมื่อ “เกิดเอลนีโญ” ลมค้าตะวันออกดังกล่าวกลับอ่อนกำลังลงอย่างมาก มวลน้ำอุ่นที่เคยถูกพัดมาทางบ้านเราจึงไหลย้อนกลับไปสะสมที่ตอนกลางและฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแทน ส่งผลให้พื้นที่ก่อตัวของเมฆและฝนย้ายตามมวลน้ำอุ่นไปด้วย ผลกระทบจึงสลับขั้วทันที โดยฝั่งอเมริกาใต้จะมีฝนตกหนักกว่าปกติ ส่วนฝั่งแปซิฟิกตะวันตก รวมถึงไทยจะต้องเผชิญกับฝนที่ลดลง และภัยแล้ง

ที่สำคัญ “เอลนีโญ” ไม่ได้มีเพียงขนาดเดียว แต่นักวิทยาศาสตร์ใช้เกณฑ์การวัดจาก ดัชนีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ (Sea Surface Temperature Anomalies) ในแถบแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรเป็นตัววัดความรุนแรง โดยแบ่งออกเป็นหลายระดับ ซึ่งแต่ละระดับจะส่งผลกระทบที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ดังนี้…

ระดับรุนแรงมาก (Very Strong) หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติเกิน 2.0 องศาเซลเซียส โดยส่งผลให้ฝั่งอเมริกาใต้จะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนเกิดน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มรุนแรง ในทางกลับกัน ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเกิดความแห้งแล้งอย่างสุดขั้ว ฝนขาดแคลนและอุณหภูมิสูง, ระดับรุนแรง (Strong) อุณหภูมิสูงกว่าปกติ 1.5-1.9 องศาเซลเซียส ทำให้ชายฝั่งอเมริกาใต้มีฝนตกชุกและน้ำท่วมขัง ส่วนฝั่งไทยจะมีภาวะฝนแล้งทิ้งช่วงยาวนานขึ้น และสุดท้าย ระดับปานกลาง (Moderate) อุณหภูมิจะสูงกว่าปกติ 1.0-1.4 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบให้สภาพอากาศแปรปรวนระดับปานกลาง โดยสำหรับประเทศไทย จะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อยถึงปานกลาง

และทั้งหมดนี้เป็นคำอธิบายโดยสังเขป

กลไกเกิดเอลนีโญ” ปรากฏการณ์ที่สำคัญ

ที่สำคัญยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่นำมาใช้กำหนดขนาดเอลนีโญอีกด้วย นั่นก็คือ ตำแหน่งของแอ่งน้ำอุ่น (warm pool) ในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร โดยยิ่งมีความผิดปกติมาก หรือมีความลึก (ปริมาตร) และขอบเขตกว้างมากเท่าใด ปรากฏการณ์จะยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะความร้อนมหาศาลจะส่งผลต่อบรรยากาศเหนือบริเวณนั้น… นี่เป็นข้อมูล “เอลนีโญ”

ปรากฏการณ์สมุทรศาสตร์” ที่สำคัญดังกล่าว

กลไกธรรมชาติ” ที่มีอิทธิพลต่อสภาพอากาศ

ส่วนจะเกี่ยวกับไทยแค่ไหน? ปีนี้จะหนักไหม?

ต้องมาติดตามต่อกับ “มุมวิเคราะห์” ในเรื่องนี้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์