ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตของโรคร้ายที่มีอัตราพบผู้ป่วยรายใหม่พุ่งสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคร้ายนี้คุกคามชีวิตผู้คนมากขึ้นมาจากสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน การสะสมของสารเคมีปนเปื้อนในอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ อย่างไรก็ตาม แต่ก็ยังมีข่าวดีจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ที่ทำให้การ “วินิจฉัยและรักษา” มีความแม่นยำ หลากหลาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะความก้าวหน้าของนักวิจัยไทยและบทบาทอันโดดเด่นของศาสตร์เฉพาะทาง…
หนึ่งในนั้นคือสาขาเวชศาสตร์นิวเคลียร์
ที่ปัจจุบันนี้ไทยมีการพัฒนาไปไกลมาก
เกี่ยวกับสาขาที่มีบทบาทสำคัญต่อการ “ต่อสู้โรคมะเร็ง” อย่าง “เวชศาสตร์นิวเคลียร์” ที่เข้ามามีส่วนในการตรวจหาและรักษาโรคมะเร็งนั้น มีชุดข้อมูลน่าสนใจที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ ดร.ปิยะชัย ขอมอินทร์ สาขาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความรู้ไว้ผ่านทาง เฟซบุ๊ก ChulaUnisearch ของศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ โดยได้ชี้ให้เห็นประเด็นด้านสุขภาพที่สังคมกำลังให้ความสนใจ…

ดร.ปิยะชัย ขอมอินทร์
ดร.ปิยะชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก ChulaUnisearch ว่า… จากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความพยายามพัฒนาวิทยาการเพื่อก้าวให้ทันกับโรคนี้ โดยสำหรับ “เส้นทางการรักษามะเร็ง” ในยุคปัจจุบันนั้นจะ “ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว มีแต่แผนเฉพาะบุคคล” ที่จะนำมาใช้สู้กับโรคร้าย โดยเมื่อผู้ป่วยเกิดอาการผิดปกติหรือตรวจพบความเสี่ยงในร่างกาย กระบวนการแรกที่แพทย์จะดำเนินการคือ “การวินิจฉัยยืนยันเซลล์มะเร็ง” จากนั้นแพทย์จะระบุตำแหน่งพิกัดเนื้อร้าย ซึ่งแพทย์อาจใช้การถ่ายภาพทางการแพทย์ การเจาะตรวจชิ้นเนื้อ หรือตรวจด้วยวิธีเทคโนโลยีเวชศาสตร์นิวเคลียร์ก็ได้ ซึ่งแพทย์จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์และกำหนดแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย… นี่เป็นกระบวนการขั้นตอนในการวินิจฉัย
สำหรับ แนวทางการรักษามะเร็ง ที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน โดยทั่วไปจะมี 3 วิธีหลักด้วยกัน แนวทางแรกคือ “การผ่าตัด” เพื่อนำก้อนมะเร็งออกจากร่างกายให้สิ้นซาก แนวทางที่สองคือ “เคมีบำบัด” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า… “คีโม” โดยใช้ยากลุ่มที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเข้าไปทำลาย และแนวทางที่สามคือ “การฉายรังสี” หรือ “การใช้สารกัมมันตรังสี” เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งด้วยพลังงานรังสีหรือสารรังสีที่เจาะจงเป้าหมายอย่างแม่นยำ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวสำหรับทุกคน และสำหรับการตัดสินใจเลือกวิธีรักษาจะขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชนิดมะเร็ง ตำแหน่งที่เกิด ระยะของโรค และการแพร่กระจาย ซึ่งไม่มีสูตรตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน …ดร.ปิยะชัย ให้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้
ทาง ดร.ปิยะชัย ได้ย้ำเตือนข้อเท็จจริงสำคัญว่า… ก้อนเนื้อในร่างกายที่ตรวจพบนั้นอาจจะไม่ใช่มะเร็งร้ายเสมอไป ดังนั้นในบางกรณี แพทย์อาจเลือกใช้วิธีติดตามอาการอย่างใกล้ชิดแทนการผ่าตัดทันที โดยการเลือกติดตามอาการแทนการผ่าตัดนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงจากการรักษาที่ไม่จำเป็น ในขณะที่ในประเด็นคำถามที่หลายคนสงสัยและมักสับสนอยู่เสมอว่า… การทำคีโม การฉายรังสี และการใช้สารกัมมันตรังสีมีความแตกต่างกันอย่างไร? …และต้องเลือกใช้ในสถานการณ์ไหน? …เรื่องนี้ ดร.ปิยะชัย ได้อธิบายในชุดข้อมูลดังกล่าวว่า… การพิจารณาดูว่า…การรักษาแบบไหนเหมาะกับตนมากที่สุดนั้นจะขึ้นกับแพทย์เป็นหลัก แต่ถึงแม้ดุลพินิจจะเป็นของแพทย์ แต่ประชาชนทั่วไปและผู้ป่วยก็สามารถทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานนี้ได้…

เริ่มจาก “เคมีบำบัด” หรือ Chemotherapy ซึ่งเป็นการใช้ยาเคมีบำบัดโดยที่ ตัวยาจะกระจายตัวไปทั่วร่างกายผ่านทางกระแสเลือด เพื่อทำหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็ง วิธีนี้จึง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดลุกลามและแพร่กระจายไปหลายตำแหน่งในร่างกาย แต่เนื่องจากคุณสมบัติของยาเคมีบำบัดจะออกฤทธิ์กระจายตัวไปทั่วร่างกาย จึงอาจกระทบต่อเซลล์ปกติที่อยู่รอบข้างด้วยเช่นกัน จนทำให้เกิดอาการข้างเคียงตามมา เช่น รผมร่วง อ่อนเพลีย หรือเกิดภาวะแพ้ยาในผู้ป่วยบางราย
ต่อมาเป็นวิธีรักษาแบบ “การฉายรังสี” หรือ Radiation Therapy ซึ่งมีหลักการทำงานที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยเป็นการรักษามะเร็งที่ ใช้วิธียิงลำรังสีพลังงานสูงตรงดิ่งไปยังพิกัดที่เป็นตำแหน่งของมะเร็งโดยเฉพาะ ซึ่งการฉายรังสีจากภายนอกรูปแบบนี้ โดดเด่นเรื่องความแม่นยำในเชิงตำแหน่งที่สูงมาก ทว่าระหว่างที่รังสีวิ่งทะลุผ่านเข้าไปก็อาจจะสัมผัสโดนเนื้อเยื่อรอบข้าง จนกระทบอวัยวะข้างเคียงชั่วคราวได้ เช่น มีอาการอ่อนเพลียหรือผลกระทบเฉพาะจุดบริเวณที่ฉายรังสี
ส่วนวิธีการรักษาแบบ “การใช้สารกัมมันตรังสี” หรือ Nuclear Medicine Therapy นั้น เป็นการให้สารรังสีเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการกินหรือการฉีด โดยสารรังสีที่นำมาใช้ในกระบวนการเวชศาสตร์นิวเคลียร์นี้ ถูกออกแบบเชิงโมเลกุลมาให้มีความเจาะจงจำเพาะ กับเซลล์มะเร็งชนิดนั้น ๆ โดยตรง ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การใช้สารไอโอดีน-131 ในการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ เนื่องจากโดยธรรมชาติของเซลล์ไทรอยด์จะมีความสามารถในการดูดซับสารไอโอดีนได้ดีเป็นพิเศษกว่าเซลล์อื่น ทำให้สารรังสีวิ่งตรงไปยังเป้าหมายเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ…
นอกจากวิธีการข้างต้น ปัจจุบันนี้แนวแนวโน้ม “การรักษามะเร็งสมัยใหม่” ได้มีการปรับเปลี่ยนไปมาก โดยจะ “มุ่งเน้นความจำเพาะเจาะจงสูงขึ้น” เพื่อลดผลข้างเคียงและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเซลล์ปกติในร่างกาย ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีรังสีทางการแพทย์จึงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด โดย ดร.ปิยะชัยได้ไขความกระจ่างว่า… เมื่อพูดถึง “รังสี” คนส่วนใหญ่มักคิดถึงอุบัติเหตุนิวเคลียร์จนทำให้รู้สึกกังวลใจ แต่ความเป็นจริงรังสีที่นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพท ย์และรังสีที่หลุดรอดจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์นั้น มีความเข้มข้นแตกต่างกันชนิดเทียบกันไม่ได้ อีกทั้งรังสีที่ใช้ทางการแพทย์ จะมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลคอยควบคุมอย่างเข้มงวด โดยแพทย์จะตรวจวัดปริมาณที่เหมาะสม และผู้ป่วยจะได้รับการติดตามวัดระดับรังสีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังจนกว่าระดับรังสีจะลดลงมาในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
ทาง ดร.ปิยะชัย ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมยังกล่าวถึง “ผ้าพันคอป้องกันรังสี” ที่นักวิจัยจากจุฬาฯ ได้คิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “อุปกรณ์ป้องกันรังสีสำหรับผู้ป่วย” สำหรับ ผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ที่รักษาด้วยวิธีกลืนสารไอโอดีน-131 เพื่อลดการแผ่รังสีออกสู่คนรอบข้าง ทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการรักษาด้วยวีการนี้ ซึ่งปัจจุบันนวัตกรรมนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา และทีมงานยังมีแผนงานระยะยาวที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ยืมนำไปใช้งานระหว่างการรักษา โด ผู้เชี่ยวชาญ ย้ำว่า… “มะเร็งไม่ใช่ทางตันของชีวิต แต่จัดการได้” ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีเวชศาสตร์นิวเคลียร์ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวช่วยในการรักษาและช่วยลดผลกระทบข้างเคียงให้กับผู้ป่วยมะเร็ง และที่สำคัญคือ ถ้าประชาชนมีความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง
จนเข้าถึงกระบวนการรักษาได้อย่างถูกต้อง
จะช่วยลดทอนความกลัวซึ่งไม่จำเป็นออกไป
ที่จะนำมาสู่โอกาสในการรอดชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



