วันที่ 23 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ฤดูฝนปีนี้ตนได้สั่งเน้นย้ำและกำชับไปยังการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้ยกระดับมาตรการเชิงรุกขั้นสูงสุดในการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักและฤดูน้ำหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมและจุดเสี่ยงลุ่มต่ำทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตและการลงทุน เช่น พื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่างชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอยู่หนาแน่น กว่า 103,057 ราย มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 2.19 ล้านล้านบาท
โดยได้รับรายงานจากนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. ถึงผลการสำรวจและประเมินความพร้อมล่าสุดในเดือน มิ.ย. นี้ โดยยืนยันว่า สถานการณ์น้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรมทุกแห่งทั่วประเทศ ยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีข้อติดขัดหรือปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่
นายวราวุธ กล่าวว่า แม้นว่าภาพรวมเป็นไปปกติ แต่ได้สั่งการให้ กนอ. ประสานไปยังผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมทุกแห่ง ให้เตรียมรับมือและวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงล่วงหน้า โดยเฉพาะกรณีฝนตกชุกสะสมรุนแรง หรือ Rain Bomb ซึ่งมีฝนเกิน 100 มิลลิลิตร (มล.) ติดต่อกัน 3 ชั่วโมง รวมถึงปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ลุ่มต่ำแถบ จ.สมุทรปราการ และสิ่งกีดขวางในลำรางสาธารณะ โดยได้กำชับให้ตรวจสอบจุดเฝ้าระวังแอ่งกระทะ หรือพื้นที่ลุ่ม ที่ลุ่มต่ำ และเตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำพญานาค กระสอบทราย เพื่อรับมือน้ำทะเลหนุนอย่างเต็มพิกัด
รวมถึงสั่งการให้นิคมอุตสาหกรรมใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอย่างนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค ตรวจสอบและควบคุมระบบระบายน้ำไม่ให้มีเศษวัสดุอุดตันอย่างเด็ดขาด ซึ่งผู้ว่าการ กนอ. ได้ขับเคลื่อน 4 มาตรการหลัก ทั้งการพร่องน้ำในบ่อรับน้ำและพื้นที่หน่วงน้ำทุกวันให้อยู่ในระดับต่ำสุด เพื่อเตรียมรับน้ำฝนระลอกใหม่ ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งมีแก้มลิงพร้อมใช้ อีกทั้งยังจัดเตรียมระบบไฟฟ้าสำรองและกำลังบำรุงฉุกเฉิน ตลอดจนนำเทคโนโลยีการสื่อสารไร้รอยต่อมาใช้ผ่านระบบออนไลน์ตรวจวัดระดับน้ำและฝนอัตโนมัติเพื่อรายงานผู้ประกอบการผ่าน Line Group แบบ Real-time รวมถึงบูรณาการร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานท้องถิ่น
นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ กนอ. วางแผนเตรียมรับมือความเสี่ยงภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่คาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบยาวตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2570 ซึ่งอาจทำให้ฝนน้อยกว่าปกติ โดยให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อกักเก็บน้ำฝนในช่วงนี้ไว้เป็นน้ำต้นทุน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่
โดยผู้ว่าการ กนอ. ได้รายงานว่า ปริมาณน้ำมีความเพียงพอต่อความต้องการใช้ในทุกพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมา กนอ. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และภาคเอกชน ติดตามสถานการณ์และกำหนดแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง



