ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปีเรื่อยมา ดูเหมือนคนไทยต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ “เชื้อโรค” กันแบบเข้มงวดอีกครั้ง เมื่อพบการแพร่ระบาดของเชื้อโรคหลายชนิดมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ซึ่งจำเป็นที่ “ไทยต้องไม่ลืมบทเรียน” ที่เคยมีการ “ถอดรหัสในอดีต” ไว้…

เพื่อให้ไทยได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือ

กรณีที่มีเหตุระบาดใหญ่ซ้ำรอยเหมือนโควิด

เกี่ยวกับ “การเตือนภัย” เรื่องนี้ ที่วันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อนั้น เป็นบทความที่เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.วิมพ์วรา วัชราทิตย์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เผยแพร่ผ่าน เฟซบุ๊กภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีชื่อบทความว่า “ฮันตาไวรัส โควิด-19 และบทเรียนเรื่องความพร้อมที่เราไม่ควรลืม” หลังจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ตื่นตัวเกี่ยวกับ “เชื้อฮันตาไวรัส” ซึ่งพบการระบาดจากเรือสำราญ โดยทาง ผศ.ดร.วิมพ์วรา ผู้เขียนนั้น ได้เริ่มด้วยการตั้งคำถามจากกรณีการระบาดของฮันตาไวรัสนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้…

ผศ.ดร.วิมพ์วรา วัชราทิตย์

ทั้งนี้ เมื่อฮันตาไวรัสกลับมาอยู่ในกระแสข่าว จนหลายคนอาจตั้งคำถามทันทีว่า “ประเทศไทยควรกังวลไหม?” อย่างไรก็ตาม ในมุมมองด้านสาธารณสุข คำถามที่สำคัญกว่าไม่ใช่เพียงแค่ว่าไวรัสชนิดหนึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามเฉพาะหน้าหรือไม่ แต่สิ่งที่ควรตั้งคำถามก็คือ “ระบบของไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?” ตั้งแต่เรื่องของการตรวจจับ ตีความ และตอบสนองต่อสัญญาณผิดปกติของโรคติดเชื้อ ก่อนที่สัญญาณเล็ก ๆ เหล่านั้นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ นี่เป็นปุจฉาที่ระบุไว้

ในบทความ ผู้เขียนได้ตั้งประเด็นสำคัญอีกว่า… แม้ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า… ไทยกำลังเผชิญการระบาดของเชื้อฮันตาไวรัส แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยจะมองข้ามเหตุการณ์นี้ไปได้ และเป็นสิ่งที่ ไทยไม่ควรประมาท เนื่องจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อฮันตาไวรัสที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึง ปัญหาเฉพาะหน้าของเหตุการณ์นี้ แต่ยังเผยให้เห็น “ช่องว่างด้านความพร้อม” โดยได้มีนักวิชาการต่างประเทศชี้ว่า… ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่า… ไวรัสที่พบได้น้อยควรได้รับงบประมาณมากขึ้น แต่ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือ…ความรู้และความเชี่ยวชาญที่อาจมีอยู่แล้วหลายด้านยังเชื่อมโยงได้ไม่ดีพอ…

ผศ.ดร.วิมพ์วรา ยังชี้ว่า… แม้ปัจจุบันจะมีองค์ความรู้ของ “เชื้อก่อโรคที่พบไม่บ่อย แต่ความรุนแรงสูง” ตั้งแต่การถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อ การศึกษาชีววิทยาเชิงโครงสร้าง การทดสอบ แพลตฟอร์มวัคซีน การเฝ้าระวังภาคสนาม และการสอบสวนโรค แต่บ่อยครั้งองค์ประกอบเหล่านี้กลับทำงานแยกกันเป็นส่วน ๆ ซึ่งเมื่อเกิดการระบาดจริงจึงทำให้สูญเสียเวลามีค่า

ทั้งนี้ ผู้เขียนบทความยังหยิบยกกรณีของ “โควิด-19” ขึ้นมาเป็นบทเรียนว่า ช่วงที่โควิด-19 ระบาด เชื้อโรคนี้ได้สอนให้โลกตระหนักว่า “ความพร้อมต่อโรคระบาด” ไม่ได้หมายถึงโรงพยาบาลและวัคซีน เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ เช่น ความพร้อมระบบเตือนภัยล่วงหน้า การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างโปร่งใส ศักยภาพด้านการวินิจฉัยโรค การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมของเชื้อ เครือข่ายห้องปฏิบัติการ การสื่อสารความเสี่ยง ห่วงโซ่อุปทาน และการตระหนักรู้ของบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย ซึ่งถ้าระบบต่าง ๆ เหล่านี้สามารถเชื่อมโยงกันได้ดี “ภัยคุกคามใหม่ก็จะถูกทำความเข้าใจและจัดการได้เร็วขึ้น”

นี่เป็น “ความสำคัญ” ของการเตรียมพร้อม

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าระบบต่าง ๆ ทั้งหมดนี้กระจัดกระจาย ถึงแม้จะมีศักยภาพทางวิทยาศาสตร์สูง แต่ก็อาจจะไม่สามารถเปลี่ยนความรู้นั้นให้เป็นการตอบสนองทางสาธารณสุขได้ทันท่วงที โดย ผศ.ดร.วิมพ์วรา สะท้อนว่า… สำหรับประเทศไทย บทเรียนเรื่องความพร้อมจากฮันตาไวรัส เป็นเรื่องที่ทั้งใกล้ตัวและนำไปใช้ได้จริง ซึ่งไทยไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกเรื่องเชื้อโรคนี้ แต่ต้องมีระบบที่เข้มแข็งขึ้น ตั้งแต่การสังเกตรูปแบบโรคที่ผิดปกติ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องมีการตอบสนองที่ได้สัดส่วนกับความเสี่ยง เพื่อทำให้เกิด… จุดเชื่อมต่อ” ทางสาธารณสุขที่แท้จริง

ทาง ผศ.ดร.วิมพ์วรา วัชราทิตย์ ผู้เขียนบทความนี้ซึ่งเผยแพร่ใน เฟซบุ๊กภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ย้ำในบทความนี้ไว้ว่า… ระบบเตรียมความพร้อมที่เข้มแข็งไม่ควรรอให้เกิดการระบาดใหญ่ก่อนจึงค่อยเริ่มตั้งคำถาม แต่ควรที่จะถามตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า… บุคลากรทางการแพทย์มีความตระหนักต่อโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่พบไม่บ่อย แต่มีความเกี่ยวข้องในบางบริบทหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีไข้รุนแรง รวมถึงห้องปฏิบัติการมีความพร้อมเพียงใดในการตรวจหรือส่งต่อสิ่งส่งตรวจที่ผิดปกติ ตลอดจนมีแผนสื่อสารความเสี่ยงที่สามารถสร้างความมั่นใจได้หรือไม่

แม้จะยังไม่พบความเสี่ยงจากเชื้อโรคต่าง ๆ ที่กำลังระบาดในหลายพื้นที่ของโลกตอนนี้ แต่ไทยก็ไม่ควรประมาท และควรนำบทเรียนตอนโควิด-19 มาเตรียมพร้อมไว้เสมอ เพราะความพร้อมรับมือไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในช่วงวิกฤติ อีกทั้งความพร้อมก็ไม่ใช่การทำนายอนาคต แต่คือความสามารถในการรับมือเมื่อสิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้น”

นี่เป็น “ปุจฉาน่าคิด” ที่ชวนคนไทยร่วมหาคำตอบ

จากบทเรียนโควิด-19 มาถึงเชื้อฮันตาไวรัสนั้น

วันนี้ “ระบบรับมือโรคของไทย” พร้อมใช่ไหม?

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์