ราว ๆ ปี 43 “พยัคฆ์น้อย” มีโอกาสไปนั่งฟังการประชุมความคืบหน้าการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งตอนนั้นกำลังถมทราย โดยมี “นายพลคนดัง” หลายคนเข้ามาบริหารจัดการ แต่น่าสงสัยคือมี “ผู้พัน” นั่งอยู่หลังห้องประชุมด้วย! จากนั้น ปี 44-45 “ผู้พัน” คนนั้นก็ระเห็จเข้าไปอยู่ในคุกด้วยคดีฆ่าคน
ต่อมาปี 62 “พยัคฆ์น้อย” ถึงบางอ้อ! เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง บอกว่า “สนามบินสุวรรณภูมิ เขาไม่อยากให้สร้างเสร็จหรอก สนามบินอะไรใช้เวลาสร้างเกือบ 50 ปี ก็ต้องทำมึน ๆ ไป”
19 เม.ย.69 นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พาสื่อมวลชนลงพื้นที่สถานีอยุธยา เพื่อดูความคืบหน้าโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 252 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุน 179,413 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ 21 ธ.ค.60 (ถนนลูกรังยังไม่หมดจากประเทศ) สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จนถึงเดือนเม.ย.69 มีความคืบหน้าไปแค่ 52%
จากเดิมมีแผนเปิดให้บริการครั้งแรกปี 65 แต่ต้องเลื่อนการเปิดให้บริการมาแล้ว 9 ครั้ง โดยครั้งหลังสุด (19 เม.ย. 69) เลื่อนเปิดให้บริการไปปี 74 ซึ่ง “ถนนลูกรัง” คงยังไม่หมดไปจากประเทศไทย
รถไฟความเร็วสูง 4 สายหลัก มีแผนลงมือสร้างปี 56-57 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ถูกขวางไว้! เพราะกลัวเป็นหนี้กันชั่วลูกชั่วหลาน แต่กลายเป็นต้นทุนแพงขึ้น และเสียโอกาสมากมาย
“วิศวกร” หลายคนเปรียบเทียบว่ารถไฟความเร็วสูงของรัฐบาลประยุทธ์ แพงกว่ารถไฟความเร็วสูงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กิโลเมตรละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ถ้าเริ่มลงมือทำยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะมีระบบรถไฟความเร็วสูงจากญี่ปุ่น-ยุโรป มาเป็นตัวเลือก ไม่ใช่ต้องยึดติดกับรถไฟจีนเท่านั้น
นอกจากโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ล่าช้ามาก ๆ แต่โครงการรถ ไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) อนุมัติในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ และเริ่มเซ็นสัญญาดำเนินโครงการกับบริษัทเอกชนตั้งแต่ปี 62 จนปี 69 ยังไม่คืบหน้าไปไหน เนื่องจาก
1.ปัญหางานงอก! ใครต้องรับผิดชอบ? ช่วงดอนเมือง-บางซื่อ (สัญญาที่ 1) มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็น “ทางร่วม” ระหว่างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (ระบบรถไฟจีน) กับรถไฟความเร็วปานกลางเชื่อม 3 สนามบิน ที่ไม่ได้ใช้ระบบรถไฟจีน
2.มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลประยุทธ์ระบุว่าถ้ามีปัญหา ให้เจรจากับเอกชนก่อน มาถึงยุครัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร พยายามเจรจาเพื่อให้โครงการเดินหน้า และฝ่ายเอกชนยืนยันจะทำต่อ
3.ถ้ายกเลิกสัญญา รัฐมีสิทธิถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย ถ้าเริ่มต้นใหม่ เปิดประมูลกันใหม่ เสียเวลาอีกหลายปี แล้วถ้ารัฐต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 20,000-30,000 ล้านบาท ใครจะรับผิดชอบ? คนแก้ไขสัญญา คนล้มเลิกโครงการเพื่อเปิดประมูลใหม่คงติดคุกกันเป็นแถว จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยง!
จนถึงปี 69 มีข่าวว่าช่วงที่มีปัญหา “ทางร่วม” ระหว่างรถไฟ 2 ระบบ (ความเร็วสูง-ความเร็วปานกลาง) ช่วงดอนเมือง-บางซื่อ รฟท.อาจลงทุนทำเอง ไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท ไม่เช่นนั้นรถไฟฟ้า 2 สาย 2 ระบบ ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่? กระทบไปถึงโครงการเมืองการบินอู่ตะเภา ด้วย!
นับจากสนามบินสุวรรณภูมิ มาถึงรถไฟฟ้าไทย–จีน และรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน คนไทยจะได้นั่งรถไฟฟ้า 2 สาย 2 ระบบ ปีไหน? ล้วนเหมือนจะถูกเตะถ่วง และขวางการพัฒนากันไว้ ทำให้ป่านนี้ยังไปไม่ถึงไหน!!.
พยัคฆ์น้อย



