การเมืองร้อนไม่พักสารพัดปัญหาถาโถมเข้าใส่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ทำโดย “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ทั้งเรื่องปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ ที่เจอผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ต้องแก้ปัญหากันพันละวัน และยังเตรียมอัดมาตรการต่างๆ ผ่านการออกพ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้าน

ที่ทำให้เห็นแล้วคือการโปรโมท “โครงการไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ที่ “นายกฯหนู” พา “ซูปเปอร์จี-ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี รมว.พาณิชย์ ซ้อนท้าย โชว์ขับมอเตอร์ไซค์พุ่มพวง พร้อมยันราคาสินค้าต่ำกว่าตลาด ประมาณ 10%  20%  30% ขึ้นไป มั่นใจว่าโครงการนี้จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

เศรษฐกิจยังไม่ได้ฟู “นายกฯหนู” ก็ต้องก้นร้อนนั่งไม่ติด เพราะมีข่าวว่า นายทุนต่างชาติ ใช้คนไทยเป็นนอมินีตั้งบริษัทถือครองที่ดินมาทำธุรกิจ จนเรียกได้ว่าจะกลายเป็นพื้นที่บ้านเขาเมืองเขา เราคนไทยเองไม่มีสิทธิ์ทำกินถูกต่างชาติเอาเปรียบทำให้เดือดร้อนไปทั่วเกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

จนต้องยกคณะลงพื้นที่แก้ปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฏร์ธานี และตรวจติดตามการจับกุมการบุกรุกพื้นที่หาดสาธารณะ ที่หาดฟรีด้อม อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต สวมบทเข้มสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการทันที

โดย“บิ๊กราญ”พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ไม่รอช้า ทำเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 200 นาย กระจายกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ตามแผนปฏิบัติการทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน เพื่อตรวจค้นเครือข่ายต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน  ตรวจค้นเป้าหมายสำคัญบนพื้นที่เกาะพะงัน จำนวน 14 จุด  

พร้อมรายงานการตรวจสอบข้อมูลของสำนักงานทนายความที่ถือเป็นต้นน้ำ  6 แห่ง พบบริษัทที่มีความเกี่ยวข้อง รวม 483 บริษัท  พบว่าเข้าข่ายต้องสงสัยเป็นนอมินี และพบพิรุธเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งถือเป็นนิติบุคคลปลายน้ำ จำนวน 27 แห่ง จึงยึดโฉนด 37 แปลง นำที่ดินคืนกลับมาตรวจสอบความถูกต้องได้ จำนวน 51 ไร่ 2 งาน มูลค่ารวม 150 ล้านบาท  จับกุมผู้ต้องหา ได้ 4 ราย  เป็นชาวไทยทั้ง 3 ราย ในข้อหาช่วยเหลือสนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว  

งานนี้ “นายกฯหนู” ตั้งใจไล่ทุบบริษัทเถื่อนสร้างภาพจำใหม่ว่า รัฐบาลกำลัง “ทวงแผ่นดินคืน” จากการถูกทุนต่างชาติยึดครอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มีคำถามใหญ่คือ รัฐบาลเพิ่งมารู้ตอนนี้จริงๆหรือ?

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบนเกาะ “พะงัน-สมุย”  ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนในพื้นที่พูดกันมาหลายปีแล้วว่า ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร ดำน้ำ ขนส่ง อสังหาฯ ไปจนถึงร้านขายของฝาก ถูกทุนต่างชาติค่อยๆกลืน ผ่านระบบ “นอมินี” ใช้คนไทยถือหุ้นแทน เปิดบริษัทไขว้กันไปมา บางรายใช้คนไทยคนเดียวถือหุ้นเป็นร้อยบริษัท จนความเป็น “ธุรกิจคนไทย” เหลือแค่ชื่อบนกระดาษสวนทางความจริง

ประโยคที่ “นายกฯหนู” พูดว่า “เหมือนเอาฝรั่งใส่วิกดำ” สะท้อนปัญหาที่หมักหมมปล่อยปละเลยกันมานาน จนวันนี้หลายพื้นที่แทบกลายเป็นธุรกิจคนต่างชาติ” ไปแล้ว

ปฏิบัติการครั้งนี้ ดันมาเป็นจังหวะเวลาในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งปัญหาปากท้อง ราคาพลังงาน ไปจนถึงข้อครหาว่ามีปม “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่ทุกวันนี้ก็ยังหาตัวไอ้โม่งไม่เจอ

จึงหลีกไม่พ้นที่หลายฝ่ายจะมองว่า “การเปิดศึกล่านอมินี” รอบนี้ นอกจากเป็นการจัดระเบียบทุนต่างชาติแล้ว ยังเป็น “ปฏิบัติการสร้างภาพจำใหม่” ของ “นายกฯหนู” ที่ต้องการดึงแต้มความนิยมกลับคืนมา หลังถูกวิจารณ์หนักในหลายประเด็นก่อนหน้าจนต้องเล่นบทปิดปาก เป็นเตมีย์ใบ้ก็ทำมาแล้ว

ยิ่งเมื่อ “รัฐบาลอนุทิน” หยิบคำว่า “ต่างชาติมายึดเกาะ” ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนไทยมาเล่น ก็ยิ่งปลุกอารมณ์ชาตินิยมได้ง่ายๆ เพราะคนไทยจำนวนมากรู้สึกไม่พอใจอยู่แล้วกับภาพต่างชาติซื้อที่ดิน ทำธุรกิจ แข่งขันแย่งอาชีพคนไทย จนเจ้าถิ่นกลายเป็นเพียงแรงงานในบ้านตัวเอง

แต่โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่ “การจับโชว์” แต่อยู่ที่ว่า จะกล้ารื้อทั้งระบบหรือไม่  เพราะถ้าขยายผลจริง เส้นทางไม่ได้จบแค่บริษัทเล็กๆ ริมทะเล แต่จะลากไปถึงเครือข่ายนายหน้า นักกฎหมาย ข้าราชการท้องถิ่น นักการเมือง และกลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์ร่วมกันมานานหลายปี

ถ้า “นายกฯหนู” จะเอาจริง เชื่อว่าจะต้องเจ็บกันยกใหญ่ “รัฐบาลอนุทิน” กล้าพอหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงฉากละครการเมืองกลบเรื่องร้อน 

เพราะประเด็นร้อนรอเผา “รัฐบาลสีน้ำเงิน” จากฝ่าย“สีส้ม” ที่ออกแรงขุดหลุมยังไม่ทันเหนื่อย ในโครงการ“แลนด์บริดจ์” หลัง “ลิซ่า- ภคมน หนุนอนันต์” โฆษกพรรคประชาชน ออกมาเปิดข้อมูลเรื่อง “อาม่า” กว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ในพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ จนเกิดคำถามว่า มีใครรู้ข้อมูลวงในล่วงหน้าหรือไม่ พร้อมจี้ให้รัฐบาลตรวจสอบ

โดยเฉพาะรัฐมนตรีสายล่อฟ้าอย่าง “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะที่เป็นผู้ที่รับผิดชอบในโครงการนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง   

แต่แทนที่รัฐบาลจะค่อยๆชี้แจง กลับกลายเป็นว่า “น้องโกเกี๊ยะ-พิศาล รัชกิจประการ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว ว่า บริษัทฯไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกว้านซื้อที่ดินใน จ.ชุมพรและระนอง เลย ทั้งที่ “ลิซ่า” ยังไม่ได้บอกว่าเป็นชื่อบริษัท และบอกเพียงแค่ว่า มีคนใช้ชื่อในนาม “อาม่า” มากว้านซื้อที่ดิน

เรื่องดูจะไม่จบง่ายแถมยังลาม ทำให้เห็นว่าการรีบออกมาปฏิเสธ ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้เอ่ยชื่อบริษัท กลับยิ่งทำให้การเมืองร้อนกว่าเดิม ถูกนำมาขยายเป็นดราม่าใหม่ว่า มี “ดีลลับ-เก็งกำไรที่ดิน” ซ่อนอยู่เบื้องหลังแลนด์บริดจ์หรือไม่ ที่ฝ่ายค้านจ้องจับผิด

ยังไม่นับประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จู่ๆ เกิดคลิปเสียง AI ปลอมเรื่อง “เปิดด่าน” หลังมีภาพ “นายกฯอนุทิน” จับมือระหว่างการประชุมหารือสามฝ่าย ร่วมกับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

 จนกระแสชาตินิยมปะทุขึ้นอีกรอบ โลกออนไลน์เดือด คนรักชาติแห่ถล่มรัฐบาล ขณะที่ “นายกฯหนู” ต้องรีบออกมา ยืนยันว่าเสียงดังกล่าวเป็น AI และไม่เคยพูดเรื่องเปิดด่านและไม่ได้พูดเก่งแบบนั้น ขออย่าไปเชื่อ พร้อมซัดเขมรเริ่มไม่เข้าท่าไปทุกวัน  

ขณะที่ ศึก “กู้เงิน 4 แสนล้าน” ที่รัฐบาลบอกมีผลบังคับใช้แล้วและรัฐบาลจะเดินหน้าเต็มสูบ เริ่มเดือด เมื่อ ผู้นำฝ่ายค้าน “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นำทีมพรรคประชาชนบี้รัฐบาลตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้เงินกู้ โดยยื่นเป็นญัตติด่วนแบบลายลักษณ์อักษร พร้อมดักคอด้วยว่า “ถ้าไม่ได้คิดสอดไส้ จะกลัวอะไรกับการตรวจสอบ”

แต่ประธานสภา “โสภณ ซารัมย์” โชว์เกมเก๋า แขวนวาระพ.ร.ก.เงินกู้ ยังไม่นำบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยแล้วเสร็จ อ้างทำตามที่หัวหน้าผู้นำฝ่ายค้าน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ขอให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1ซึ่งมีกรอบวินิจฉัยภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ซึ่งปัจจุบันถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว ต้องรอดูท่าทีฝ่ายค้านจะงัดไม้ไหนสู้ต่อ

เรื่องร้อนยังไม่หมด “รัฐบาลอนุทิน” ยังคงมีจุดฮอตสปอร์ต ที่พร้อมลุกเป็นไฟด้วยปมแก้รัฐธรรมนูญ ที่ “นายกฯหนู” ตีกรรเชียงลอยตัว โยนให้เป็นเรื่องของสภา และร่างเก่า 2 ฉบับไม่ถือว่าผูกพันรัฐบาลใหม่ แม้จะผ่านประชามติมาแล้ว

สะท้อนชัดว่า รัฐบาลกำลังยื้อเวลา “ประคองอำนาจ” ลากยาวไปก่อน เพราะได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญปัจจุบันจนรวมเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จทุกขุมอำนาจองคาพยพ

อีกทั้งรู้ดีว่า การแก้รัฐธรรมนูญ คือ ระเบิดเวลา ถ้าพลาดขึ้นมา อาจเปิดศึกกับทั้งฝ่ายอนุรักษนิยม ทำเสียงพรรคร่วมที่มีอยู่หายไปด้วย

มาดูฟาก “พรรคเพื่อไทย” ก็ดูเหมือนจะได้มีแรงบินอีกครั้งหลัง นายใหญ่ผู้นำจิตวิญาณพรรคเพื่อไทย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้พักโทษกลับมาอยู่บ้านจันทร์ส่องหล้า ที่ทำให้เห็นองคาพยพของคนเสื้อแดงที่ยังมีฐานแน่นๆ เดินหน้าทางการเมืองได้ ใจพองฟู หลังจากเล่นบทหมอบมานาน

ใครๆเชื่อว่า การที่นายใหญ่ออกมาครั้งนี้คงต้องมีความเคลื่อนไหว แต่จะเป็นรูปแบบไหน ต้องจับตาดูลีลาการอยู่เบื้องหลังครั้งนี้ จะกลับมาจับมือทำให้รัฐบาลสีน้ำเงินเดินหน้า หรือกลับมาเปิดศึกค่ายสีน้ำเงินให้สั่นคลอน

การเมืองจากนี้ ต้องดูว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” จะจัดการดับไฟร้อนที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดได้หรือไม่ หรือจะเพิ่มดีกรีความร้อนแรงจนกระดานการเมืองพลิก

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่