ดีเดย์กันไปแล้วสำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อัดฉีดเงินจำนวน 1.76 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อประคับประคองลดค่าใช้จ่ายควบคู่ไปกับการกระตุ้นกำลังซื้อ และพยุงเศรษฐกิจฐานรากให้มีลมหายใจอีกเฮือกใหญ่ทำคนไทยยิ้มได้ใช้กันอย่าคึกคัก

 “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่รอช้าเลือกจังหวะ ลงพื้นที่ทันทีเดินตลาดศรีย่าน พบปะพ่อค้าแม่ค้า พร้อมไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เช็กเรตติ้ง ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตามร้านค้าต่างๆ และประชาชน ที่มาจับจ่ายใช้สอย พร้อมติดตามการใช้สิทธิ์

แต่ความปังของ “ไทยช่วยไทยพลัส” ก็มีช่องลอดทำให้พวกหัวหมอคอยฉวยโอกาสสอดแทรก “แลกสิทธิ์เป็นเงินสด” โผล่ขึ้นมา จนรัฐบาลต้องรีบออกมากระตุกเบรก ขู่คุกสูงสุด 3 ปี ปรับ 6 หมื่นฐานฉ้อโกง ถือเป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์โครงการและผิดกฎหมาย 

เรื่องนี้รัฐบาลจะสามารถอุดรอยรั่วเรื่อง “คนจนทิพย์” และ “การโกงระบบ”ได้หรือไม่ ก็ต้องรอดูกันต่อไป เพราะโครงการนี้มีถึง 4 เดือน ตั้งแต่ 1มิ.ย.-30 ก.ย.69ถ้าทำไม่ได้ โล่กำบังที่รัฐบาลหวังใช้ปากท้องทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธป้องกันตัว   ไม่อาจป้องกันตัวได้ เพราะกลายเป็นตำบลกระสุนตก ของหมู่บ้านสีน้ำเงินในอนาคตได้

หากไปรวมประเด็นร้อนที่ฝ่ายค้าน “เดินเกมขยี้” บี้ “ค่ายน้ำเงิน” ฉีกแผลความชอบธรรม โดยเฉพาะประเด็นจริยธรรม ที่ “พรรคฝ่ายค้าน” เดินเกมเคลื่อนไหว เพื่อหวังตีแผ่ข้อเท็จจริง

ทั้งเรื่องที่ดินเขาเขากระโดง ที่มีประเด็นเชื่อมโยงกับผู้มากบารมี ที่ จ.บุรีรัมย์ หรือการเดินหน้าตรวจสอบข้อความในไลน์ข้อความ ช่วยน้ำเงินด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “บิ๊ก” กระทรวงมหาดไทย ซึ่งถ้าบทสรุปออกมาในทางลบย่อมส่งผลกระทบในทางการเมือง

อีกทั้งโครงการ ‘Thailand AI passport’  1,600 ล้านบาท หรือ โครงการจัดหา AI ระดับสูง (Pro) ให้ประชาชนใช้งานฟรี 5 ล้านคน ที่เสนอโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายค้านและผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ทั้งในแง่ของความคุ้มค่า ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และความซ้ำซ้อนกับการใช้บริการ AI พื้นฐานที่มีอยู่ จึงถูกจับตาเป็นพิเศษโดยตั้งข้อสังเกต TOR เอื้อประโยชน์กลุ่มคนสนิทในรัฐบาล-ล็อกสเปกหรือไม่ ถือเป็นประเด็นร้อนอีกเรื่องที่ฝ่ายค้านเห็นว่าอาจไม่มีความโปร่งใสในการดำเนินการ

นอกจากนี้ยังปักหลักตรวจสอบการทำงานของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในคดีซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช. อาจไม่ได้ไต่สวนอย่างจริงจัง ก่อนยกคำร้อง ตรวจสอบคดีฮั้วเลือก ส.ว. หลังมีข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งพฤติกรรมการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการนัดหมายต่าง ๆ โดยฝ่ายค้านกดดันให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งเรื่องต่อศาล แทนการยกคำร้อง

ศึกนอกก็มีสารพัดประเด็นร้อน ต้องมาเจอศึกในประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อพรรคภูมิใจไทยสั่ง สส.กว่า 30 คน ถอนชื่อออกจากญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงพรรคเพื่อไทยโดยตรง และอาจกลายเป็นหอกข้างแคร่ในอนาคต

แม้หน้าฉาก แกนนำเพื่อไทยจะพยายามลดอุณหภูมิการเมือง ยืนยันว่าไม่มีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาล ทุกอย่างยังพูดคุยกันได้ และรัฐบาลยังเดินหน้าต่อได้ตามปกติ แต่คนในแวดวงการเมืองต่างรู้กันดีว่า เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่ความเห็นต่างทางกฎหมาย หากแต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายเดือนที่ร่วมรัฐบาล

เพราะการถอนชื่อไม่ได้กระทบแค่กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ยังสะท้อนว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมแสดงจุดยืนสวนทางกับพรรคร่วมรัฐบาลได้ทุกเมื่อ หากมองว่าเรื่องนั้นอาจกระทบต่อฐานอำนาจหรือผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง

คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ทำไมถอนชื่อ” แต่คือ “ทำไมต้องถอนชื่อในเวลานี้”

หลายคนมองว่า นี่คือการวัดใจ “พรรคเพื่อไทย” และเป็นการประกาศให้เห็นว่า “พรรคภูมิใจไทย” ไม่ได้อยู่ในสถานะผู้ตามอีกต่อไปเหมือนในอดีตที่ผ่านมา และยังมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นพันธมิตรอยู่ แม้จะยังไม่เข้าร่วม

ทำ“เพื่อไทย” ต้องยอม“กลืนเลือด” มากกว่าปะทะตรง ๆ เพราะรู้ดีว่า หากเปิดศึกกับ “ภูมิใจไทย” ในเวลานี้ ไม่เป็นผลดีต่อพรรคเลือกรอจังหวะเวลา  

เมื่อถึงวันหนึ่ง คนที่เคยเป็น “คู่รัก” ในรัฐบาลเดียวกัน อาจกลายเป็น “คู่แค้น” ที่พร้อมเปิดศึกเอาคืนได้ทุกเมื่อ เพราะในโลกการเมือง ไม่มีมิตรแท้และไม่มีศัตรูถาวร มีเพียงผลประโยชน์ที่ลงตัวหรือยังไม่ถึงเวลาคิดบัญชีกันเท่านั้น

และการได้รับพระราชทานอภัยโทษของ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้นำจิตวิญาณพรรคไทยรักไทยและคนเสื้อแดง ได้หลุดจากพันธนาการ ต้องจับตาดูบททางการเมืองต่อจากนี้ เพราะตามนิสัยของ “นายใหญ่” หลายฝ่ายมองว่าไม่อยู่เฉยแน่ๆ ไม่จำศีลนาน และอาจรอจังหวะสางแค้น

แม้สถานะผู้ต้องขังจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ “ทักษิณ” ยังมีคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 ซึ่งเป็นคดีคนละส่วนกับคดีทุจริตเดิมที่ได้รับการลดโทษและอภัยโทษ

แม้ล่าสุดศาลอาญาจะมีคำพิพากษายกฟ้องคดีมาตรา 112 เพราะด้วยพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แต่ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในเงื่อนปมสำคัญที่กดดันเส้นทางการเมืองของ “นายใหญ่ ทักษิณ” มาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องคดีความ แต่คือ “ผลสะเทือนทางการเมือง” ที่ยังตามหลอกหลอนพรรคเพื่อไทยอยู่ตลอดเวลา

เพราะทุกครั้งที่ชื่อ “ทักษิณ” กลับมาอยู่ในหน้าข่าว กระแสการเมืองก็จะถูกดึงกลับเข้าสู่สมรภูมิเดิมทันที ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านต่างพร้อมหยิบทุกประเด็นขึ้นมาเป็นเกมอำนาจต่อรอง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเกมอำนาจบทใหม่ภายใต้เงา “นายใหญ่บ้านจันทร์ส่องหล้า”

สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เริ่มน่าจับตา หลังผลสำรวจนิด้าโพลสะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ จำนวนมากมีแนวโน้มเลือกผู้สมัครและ ส.ก.ที่เป็นอิสระ ไม่ยึดโยงพรรคการเมือง ทำให้การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ตัวบุคคล แต่รวมถึงภาพลักษณ์ของพรรคด้วย

เมื่อพรรคประชาชนตัดสินใจดึง “สุรพล นิติไกรพจน์” มานั่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ หวังเติมประสบการณ์ด้านกฎหมายและการบริหารให้ทีมคนรุ่นใหม่ แต่กลับกลายเป็นประเด็นร้อนทันที เพราะอดีตบทบาททางการเมืองของ “สุรพล” ถูกนำกลับมาวิพากษ์วิจารณ์ และถูกตั้งคำถามถึงความสอดคล้องกับภาพลักษณ์ “การเมืองใหม่” ของ “พรรคส้ม”

ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การต่อสู้ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาและกำหนดทิศทาง แบรนด์พรรคประชาชนด้วย ถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีชี้ให้เห็นความย้อนแย้งระหว่างอุดมการณ์กับการตัดสินใจทางการเมือง

ขณะที่พรรคประชาชนกำลังส่งสารว่าการบริหารเมืองใหญ่จำเป็นต้องอาศัยทั้งพลังคนรุ่นใหม่และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ การดึง “สุรพล” เข้ามาอาจเป็นดาบสองคม เพราะหากช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการบริหารก็อาจขยายฐานเสียงได้ แต่หากกระแสต้านจากผู้สนับสนุนเดิมขยายตัว ก็อาจกลายเป็นรอยร้าวสำคัญของพรรคในศึกเมืองหลวงครั้งนี้

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่