ในที่สุดคนไทยก็ได้ดูฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่นัดเปิดสนามจนถึงรอบชิงชนะเลิศ หลัง “JAS” บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด FIFA World Cup 2026 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ครบทั้ง 104 นัด
ถือเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า ภาครัฐไม่สามารถเข้ามาบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ จากข้อจำกัดและปัจจัยหลายด้าน แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลได้ผลพลอย คือ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากปัญหา “กฎ Must Have / Must Choose” ที่เคยเป็นประเด็นร้อนในอดีต การปล่อยให้เอกชนบริหารสิทธิ์เองช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ ขณะที่แฟนบอลก็ยังได้ดูบอลตามต้องการ รัฐบาลจึงไม่ต้องควักงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนหลายทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมา
การดูฟุตบอลโลกครั้งนี้จะไม่ใช่การรับชมฟรีทั้งหมดอีกต่อไป ส่วนแฟนบอลสายฟรี “JAS” ยืนยันว่าคนไทยยังได้ชมฟรีแน่นอนมากกว่า 40 นัด โดยจะจัดสรรสิทธิ์ให้ฟรีทีวีบางส่วน และการันตีว่าทั้งนัดเปิดสนามและนัดชิงชนะเลิศจะถ่ายทอดสดฟรีตามกฎหมาย

แต่เมื่อหันกลับมามองการเมืองในประเทศ ที่ต้องเจอดราม่าร้อนถาโถมใส่ “ลูกเทพ” อย่าง “ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ( ดีอี ) ลูกชายคนโตหัวหน้าค่ายเซาะกราว “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ที่กลายเป็นสายล่อฟ้าของรัฐบาลสีน้ำเงินไปโดยปริยาย
ทั้งปมที่ดินเขากระโดง เรื่องครอบครัว ต้นกำเนิด และวุฒิการศึกษา ถูกหยิบขึ้นมาขยายผล เพื่อส่งแรงกระแทกไปถึง “ครูใหญ่เนวิน” และ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เพราะทั้งฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองที่ไม่ลงรอยต่างมองว่า “ลูกนก” คือ จุดเปราะบางของรัฐบาลชุดนี้


งานนี้ “ลูกนก” ไม่รอช้า ออกมาชี้แจงทุกข้อกล่าวหาแบบเปิดอก ยืนยันว่าไม่เคยปกปิดข้อเท็จจริง พร้อมขอให้การโจมตีพุ่งเป้ามาที่ตัวเอง ไม่ใช่คนในครอบครัว และเตรียมปรึกษาทนายดำเนินคดีผู้ที่นำเรื่องส่วนตัวมาเชื่อมโยงกับการเมืองอย่างไม่เหมาะสม
“ลูกนก-ไชยชนก ชิดชอบ” ยอมรับว่าเข้าใจดีว่าความพยายามเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายอนาคตทางการเมืองและลดความน่าเชื่อถือของตนเอง โดยย้ำว่าตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามการเมือง “พ่อเน” ได้สอนเสมอว่าการเมืองเป็นโลกที่โหดร้าย ต้องอดทน เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด หากมั่นใจว่าทำสิ่งที่ถูกต้องก็ต้องเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม “ลูกนก”ได้ยอมรับเรื่องการศึกษาที่ต่างประเทศ 17 ปีแต่ไม่สำเร็จการศึกษา จึงทำให้พวกจ้องจับผิดพยายามหาจุดเชื่อมของวุฒิการศึกษา รวมถึงเหตุผลที่กลับมาจบปริญญาตรี ใน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเตรียมยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอาจส่งผลขาดคุณสมบัติเรื่องของวุฒิการศึกษา
นอกจาก “ลูกนก-ไชยชนก”จะจากดราม่าส่วนตัวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่กำลังถูกจับตา คือโครงการ “Thailand AI Passport” วงเงิน 1,600 ล้านบาท หรือโครงการจัดหา AI ระดับสูงให้ประชาชนใช้งานฟรี 5 ล้านคน ที่กระทรวงดีอีเป็นผู้เสนอ
โครงการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งในมิติความคุ้มค่า ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และความซ้ำซ้อนกับบริการ AI ที่มีอยู่ในปัจจุบัน จนนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่อง TOR ว่าอาจมีการล็อกสเปกหรือเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่
ทำให้ “TH-AI Passport” กลายเป็นสมรภูมิหลักที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน รวมถึงแวดวงไอทีไทย กำลังติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

ยิ่งเมื่อกระทรวงดีอีส่ง “ปลัด ดีอี-พชร อนันตศิลป์” ออกมาเปิดเวที Thailand AI Passport Forum เพื่อรับฟังความคิดเห็นและชี้แจงรายละเอียดโครงการ โดยยืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบราชการ มีผู้ให้บริการ AI 14 ค่าย รวม 31 โมเดล พร้อมการอบรมประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา บุคลากรภาครัฐ ประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พร้อมยืนยันเดินหน้าเต็มสูบไม่ยกเลิกโครงการยิ่งเปิดช่องให้ฝ่ายค้านเดินเกมรุกหนักขึ้น
โดยเฉพาะ “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ที่ประกาศว่าในวันที่ 18 มิ.ย. 69 จะเชิญ”ไชยชนก-ปลัดกระทรวง-คณะยกร่าง TOR -ป.ป.ช. และ สตง. เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการร่วม พร้อมบอกการแถลงครั้งนี้ถือว่าเป็นการฟอกขาวโครงการ
และต้องมาอึ้งหน้าชาเมื่อเห็นภาพผู้นำจิตวิญญาณ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ของพรรคส้ม “เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ ป็อก-ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า” กอดคอร่วมเฟรม “ปรินทร์ โลจนะโกสินทร์” ซีอีโอบริษัทแพลนบี พร้อมแซะด้วยว่า อาจารย์ป๊อกกับพี่เอกเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหน ใช่กระทรวงที่ใครในรูปได้รับโครงการ/สัมปทานหรือป่าวคะเนี่ย ก็ถ้าใครมีรายละเอียดว่าโครงการไหนที่อาจารย์ป๊อกกับพี่เอก ปั้น/ชง/ล็อกสเปก ให้กับคนรู้จัก/คนในเครือข่าย ส่งมาได้เลยนะคะ พร้อมตรวจสอบและถ้ามีมูลจะยื่น ป.ป.ช. ให้ด้วย
โครงการนี้อยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงดีอีที่มี “ไชยชนก เป็นรัฐมนตรี” หวังจะนำมาเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง แต่กลายเป็น “ระเบิดเวลาทางการเมือง” ของรัฐบาลสีน้ำเงินทันที ขณะที่ด้อมส้มคงต้องเฝ้าดูกันต่อไปเนื้อแท้ของผู้นำจิตวิญญาณจะน่าศรัทธาอยู่อีกไหม หรือปากว่าตาขยิบ
และนี่คือข้อสอบชิ้นแรกของ “ลูกนก-ไชยชนก” ในฐานะทายาทการเมืองรุ่นใหม่ของตระกูลชิดชอบ หากไม่สามารถอธิบายความโปร่งใสได้ชัดเจน หรือปล่อยให้ข้อครหาบานปลาย ภาพลักษณ์ “คนรุ่นใหม่สายเทคโนโลยี” อาจถูกแทนที่ด้วยภาพ “รัฐมนตรีโควตาลูกเทพ” ใช้งบประมาณเอื้อพวกพ้อง ไม่ต่างจากการเมืองแบบเก่า
ส่วนอีกนโยบายที่ยังสร้างแรงกระเพื่อมไม่หยุด คือการปรับหลักเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจน ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนัก แม้ “ดร.เอก -เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง จะอธิบายว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายคัดกรอง “คนจนทิพย์” ออกจากระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง แต่กระแสสังคมกลับไม่เห็นด้วย

สุดท้าย “นายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ต้องสั่งให้กระทรวงการคลังทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะเงื่อนไขการนำค่าลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบุพการีมาใช้พิจารณาสิทธิ์ หลังเกิดกระแสวิจารณ์ว่าทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการบางรายถูกตัดสิทธิ์ จนลูกหลานถูกสังคมตีตราว่าเป็น “ลูกเนรคุณ”
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังมีรายงานว่ากัมพูชาได้รับรถถัง T59D จากจีนมากกว่า 40 คัน และนำไปประจำการในหน่วยองครักษ์ BHQ จนเกิดคำถามในสังคมว่า หากเกิดการปะทะขึ้นจริง ไทยจะรับมือได้หรือไม่
งานนี้ “นายกฯหนู” จำเป็นต้องแสดงภาวะผู้นำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนตามแนวชายแดน รวมถึงคนไทยทั้งประเทศว่า รัฐบาลจะไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ
ระหว่างเยือนเวียดนาม “นายกฯ อนุทิน” ได้ตอบโต้กระแสข่าวจากฝั่งกัมพูชาที่อ้างคำพูดของ “สมเด็จ ฮุน เซน” ว่าพร้อมทวงคืนดินแดนทั้งด้วยการเจรจาและกำลังทหาร โดยย้ำชัดว่า ประเทศไทยไม่เคยรุกรานใคร แต่ก็จะไม่ยอมให้ใครละเมิดอธิปไตยเช่นกัน
นอกจากนี้ “นายกฯ อนุทิน” ยังสยบกระแสดราม่ากรณีภาพจับมือกับ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ถูกนำไปตีความทางการเมือง โดยตอบแบบติดตลกว่า “ไม่ให้เชกแฮนด์แล้วจะให้เชกอะไร” พร้อมยืนยันว่าเป็นเพียงมารยาททางการทูต ไม่มีการเจรจาพิเศษหรือดีลลับใดๆ
แม้สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นปะทะรุนแรง แต่การเสริมกำลังทางทหารของกัมพูชาและบรรยากาศตามแนวชายแดน ทำให้รัฐบาลไทยเลือกใช้การทูตสายแข็ง ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมเจรจาอย่างสันติ แต่หากมีการล่วงล้ำอธิปไตย ไทยก็พร้อมปกป้องแผ่นดินอย่างเต็มที่
ส่วนแรงกระแทกจากต่างประเทศก็ยังไม่จบง่ายๆ จากสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ที่กลับมาเปิดศึกอีกระลอก “โดนัล ทรัมป์” สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในอาเซียน รวมถึงไทย มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ทำประชาชนเดือดร้อน
การเมืองไทยในเวลานี้จึงไม่ต่างจากการบริหารความเสี่ยงรอบด้าน รัฐบาลอาจได้คะแนนบวกจากบอลโลก แต่ก็ต้องรับศึกหนักจากหลายแนวรบ ทั้งเกมการเมืองภายใน ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา และแรงกระแทกจากสงครามการสู้รบตะวันออกกลาง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะเจอวิกฤตหรือไม่ แต่คือจะประคองเรือเหล็กลำนี้ฝ่าคลื่นลมรอบทิศทางไปได้ไกลเพียงใด



