เข้าไปรณรงค์สอดแทรกความรู้ ความเข้าใจโทษและพิษภัยของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ไปจนถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยใช้ “โรงเรียนเป็นฐาน” ภายใต้โครงการ“เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะของเด็กและเยาวชน ในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า”

โดย นางอรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการ สพฐ. กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพ และความปลอดภัย ซึ่งจะมีการกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง และให้เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศเป็นฐาน คัดเลือกกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ โดยเฉพาะบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ผลจากการดำเนินงานพบว่าเด็กนักเรียนได้รับประโยชน์เรื่องความตระหนักรู้ การสร้างเกราะป้องกันจากบุหรี่ไฟฟ้า แต่หากมีความเสี่ยงในการจัดกิจกรรมก็สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบ หรือหากิจกรรมอื่นมาทำแทนได้
“ทำให้เด็กรู้สึกเพลิน มีประโยชน์ ไม่ใช่กิจกรรมยัดเยียดความรู้ใส่หัวเด็กอย่างเดียวว่าต้องเลิกบุหรี่ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกเชิงลบ และต่อต้านมากกว่า แต่กิจกรรมที่ทำกันวันนี้ถือว่ามีประโยชน์มาก สร้างสรรค์ และควรมีการขยายไปยังโรงเรียนต่าง ๆ โดยในส่วนของสพฐ.จะได้นำกิจกรรมเหล่านี้ไปบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนทุกวิชา หรือทำเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร หรือเป็นกิจกรรมชมรม ก็จะทำให้เขาทำด้วยใจ คือเราไม่ได้บังคับหรือว่าต้องไปตั้งตัวชี้วัดผลสำเร็จอะไร หรือจะมีผลต่อการเพิ่ม หรือลดคะแนนในการเรียนของนักเรียน เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการกดดัน หรือเพิ่มภาระงานให้กับครู และนักเรียน ขณะเดียวกัน ก็มีทีมผู้บริหารคอยซัพพอร์ตกิจกรรมว่าเหมาะสมกับครู และนักเรียนหรือไม่”

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. ระบุว่า ต้องยอมรับว่าบุหรี่ไฟฟ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว เข้าถึงเด็กเยาวชนได้อย่างก้าวกระโดด โดยกว่า 75.9% ระบุว่ามีเพื่อนใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเคยถูกชักชวนให้ลองใช้ 85.3% สะท้อนว่าเพื่อนมีผลต่อการลองใช้ ที่น่ากลัวคือมีบุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมสารเสพติดเข้ามา ถือเป็นภัยคุกคามสุขภาวะและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน
ทั้งนี้รายงานผลิตภัณฑ์ยาสูบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ปี 2568 โดยมหาวิทยาลัยมหิดล และผลสำรวจพอตเค-ยาเสพติด
ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบร้านค้าบุหรี่ไฟฟ้าในออนไลน์ 88.3% มีเครือข่ายร้านค้าออนไลน์สูงถึง 282 บัญชี ใน 40 จังหวัด เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและจับกุม โดยแบบใช้แล้วทิ้งขายดีที่สุด 89.3% และมีบุหรี่ไฟฟ้าผสมยาเสพติด 17.3% เช่น เคตามีน ไอซ์ และสารอีโทมิเดท รวมถึงพอตเคมักแฝงมาในแบรนด์บุหรี่ไฟฟ้าชื่อดัง ทำให้ผู้ปกครองและครูแยกแยะได้ยากว่าเด็กกำลังสูบบุหรี่ไฟฟ้าทั่วไปหรือยาเสพติด
ทั้งนี้ สสส. มุ่งสร้างเสริมภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะของเด็ก เยาวชน ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง ครอบครัว ครู สถานศึกษา และชุมชน โดยสร้างเครือข่ายแกนนำเยาวชนคนรุ่นใหม่และครู 31,989 คน ครอบคลุมสถานศึกษาทั้งโรงเรียนประถม-มัธยม สังกัด สพฐ. 1,508 แห่ง โรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ 928 แห่ง สถาบันอาชีวศึกษา 60 แห่ง มหาวิทยาลัย 236 แห่ง ศูนย์การเรียนรู้ 150 แห่ง และชมรม GenZ 590 ชมรม มีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกวัยเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา

นอกจากนี้ ผลการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประเด็นปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ อุบัติเหตุ การพนัน ปี 2568 พบโรงเรียนในเครือข่าย สสส. มีความรอบรู้ทางสุขภาพ ตระหนักรู้ถึงอันตรายของปัจจัยเสี่ยงในระดับสูงและเชี่ยวชาญรวมกันได้ 54.47% ขณะที่โรงเรียนนอกเครือข่าย มีความรอบรู้ทางสุขภาพในระดับสูงและเชี่ยวชาญต่ำกว่าอยู่ที่ 41% สสส.จึงเตรียมขยายผล โดยบูรณาการนวัตกรรมร่วมกับข้อมูล สื่อ ชุดความรู้บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า นำไปออกแบบมุ่งเน้นการสร้างการเรียนรู้ได้จริง เชื่อมประสานการทำงานร่วมกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. และโรงเรียนเครือข่าย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะให้กับเด็กและเยาวชนโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน สร้างการเรียนรู้และส่งต่อชุดความรู้ไปยังนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน
“สสส.ยืนยันได้เลยว่าการสร้างความรอบรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าให้กับเด็กเยาวชนจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี โรงเรียนที่มีการทำงานในเรื่องนี้ตั้งแต่การมีนโยบายที่ชัดเจน มีกิจกรรมการเรียนการสอน การสร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียน การทำงานร่วมกับครอบครัว และชุมชน จะสามารถทำให้เด็กมีองค์ความรู้ และปฏิเสธบุหรี่ไฟฟ้าได้มากกว่าโรงเรียนที่ยังไม่ได้เริ่มทำเรื่องนี้ ฉะนั้น สสส. อยากเชิญชวนโรงเรียนที่สนใจสามารถที่จะติดต่อผ่านช่องทางต่าง ๆ เข้ามา เชื่อมั่นว่าถ้าทุกคนเห็นปัญหาร่วมกัน ยึดมั่น และเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาได้”
ขณะที่ ผศ.ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน อาจารย์ประจำภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า เครือข่ายวิชาการ และ สสส. ร่วมกันใช้แนวคิดโรงเรียนเป็นฐาน ผลิตชุดสื่อและกิจกรรมสำหรับครูเพื่อบูรณาการองค์ความรู้เชิงสุขภาวะต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าให้เข้ากับเนื้อหาในรายวิชา การมีหลักสูตรเสริมการสื่อสารกับผู้ปกครองและชุมชน ซึ่ง หลังดำเนินการ 18 เดือน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงขึ้นในเด็กและเยาวชนอายุ 6-18 ปี ได้ประมาณ 7,000 คน สร้างกลุ่มแกนนำเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา 26 แห่ง ผ่านการขับเคลื่อนโครงการระดับสถานศึกษา 80 โครงการ ทั้งนี้ผลสำเร็จที่ได้นี้จะนำไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนงานระยะต่อไป

ด้าน คุณครูเกศสินี พรหมวาศ ครูโรงเรียนวัดนาวง จังหวัดนครศรีธรรมราช หนึ่งในโรงเรียนต้นแบบ เล่าว่า ตนดำเนินการเรื่องยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับการสนับสนุนจาก สสส. มาตลอด ปีนี้ได้เจอกับการวิจัยเพื่อการพัฒนาการเด็กและเยาวชน CYD ทำให้นอกจากทำกิจกรรมแล้วยังมีสื่อกลางที่ทำให้นักเรียนเข้าใจพิษภัยบุหรี่มากขึ้น เพราะการจะเล่นเกมสำเร็จได้ต้องมีการแยกแยะโทษจากการสูบบุหรี่ทำให้การเรียนการสอนเรื่องนี้ได้ผลดี ประกอบกับการที่ตนมีคนใกล้ชิดเป็นมะเร็งกล่องเสียงเพราะสูบบุหรี่ จึงเชิญมานั่งในวงสนทนาให้ผู้เรียนได้สอบถาม ทำให้นักเรียนเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นหากสะสมอาร์ตทอย หรือลองสูบผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น
ทั้งนี้ ตนสอนและทำกิจกรรมเหล่านี้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย และเกิดเป็นแกนนำนักเรียน ก็จะใช้การ์ดเกมเหล่านี้ไปเป็นข้อมูลในการสื่อสาร บอกต่อกับน้อง ๆ ผลคือ 1. สร้างความภาคภูมิใจให้นักเรียน 2. ตอกย้ำให้เขารู้โทษของบุหรี่ 3.การสื่อสารด้วยภาษาของเด็ก ๆ ทำให้มีการซึมซับโทษ และมีทักษะการปฏิเสธได้แบบไม่รู้ตัว ซึ่งได้ผลมากกว่าการสื่อสารผ่านครูด้วยซ้ำ และอนาคตคิดว่า สามารถใช้การ์ดเกมมาบูรณาการเป็นคำท้องถิ่น เพื่อสื่อสารกับผู้ปกครอง ทลายกำแพงช่องว่างระหว่างวัยได้ ทำให้ผู้ปกครองมองเห็นเจตนาของเด็กได้ว่าเป็นห่วง ถ้าทุกคนร่วมด้วยช่วยกันก็จะสร้างชุมชนให้ปลอดภัยจากบุหรี่ และสารเสพติดได้ โดยใช้นักเรียนเป็นกระบอกเสียง.
อภิวรรณ เสาเวียง



