ทั้งนี้ ในต่างประเทศนั้นมีการกำหนดให้ “วันที่ 10 ส.ค.”ของทุก ๆ ปีเป็น “วันขี้เกียจสากล” เพื่อเป็นการสนับสนุนให้มนุษย์ออฟฟิศ คนทำงานทุกคน ได้ปล่อยวางความเครียดจากการทำงานหนัก ได้ใช้เวลาสบาย ๆ เพื่อดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตนเองอย่างจริงจัง ในวันพิเศษที่ว่านี้…
“วันขี้เกียจสากล” หรือ “วันขี้เกียจ”…
หรือ “วันแห่งการไม่ทำอะไรสักอย่าง”
เกี่ยวกับ “วันขี้เกียจสากล” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “วันขี้เกียจ (Lazy Day)” หรืออีกชื่อเรียกอย่างเป็นทางการคือ “วันแห่งการไม่ทำอะไรสักอย่างสากล” หรือ “IDODN (International Day of Doing Nothing)” แม้จะไม่แน่ชัดนักว่าใครเป็นผู้ริเริ่มกำหนดวันนี้ขึ้นเป็นคนแรก แต่ในปัจจุบันก็มีการเฉลิมฉลอง “วันพิเศษ” นี้อย่างจริงจังในหลายประเทศทั่วโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือในประเทศ สหรัฐอเมริกา และเมืองอิตากุย ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมสำคัญในประเทศ โคลอมเบีย ซึ่งเมื่อถึงวันนี้ผู้คนจะปลดปล่อยความขี้เกียจออกมาเต็มที่ เช่น นอนชิล ๆ อยู่บ้านโดยไม่ทำอะไร หรือหาความบันเทิงผ่อนคลายสมอง

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม
“ความขี้เกียจ” มักถูกตีความในแง่ลบ ขณะที่“มีมุมมองเชิงจิตวิทยาที่น่าคิด” กล่าวคือ… “ความขี้เกียจอาจไม่ได้แปลว่าเป็นนิสัยที่แย่หรือเกียจคร้านเสมอไป!!” โดยกรณีนี้ ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยา ให้แง่มุมผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้น่าสนใจ โดยอธิบายเกี่ยวกับรากฐานพฤติกรรมนี้ว่า… การขี้เกียจโดยนิสัย อาจหมายถึงพฤติกรรมเชิงลบที่ปฏิเสธการทำงานตามหน้าที่ แต่ในทางกลับกัน ก็มีประเด็น “ความล้าทางจิตวิทยา” ที่ถือเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ร่างกายสั่งการให้คนเราต้องหยุดพักเพื่อซ่อมแซมและสร้างสมดุลให้ชีวิต เพื่อไม่ให้ระบบร่างกายและจิตใจคนเราต้องพังทลายลงไปเสียก่อน
ดร.วัลลภ ระบุต่อไปว่า…แนวคิดเรื่อง “วันขี้เกียจ”หรือ “Lazy Day” มีรากฐานจากวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่โดยปกติผู้คนส่วนใหญ่มุ่งมั่นทำงานหนักตลอด 7 วัน 7 คืน เพื่อหาเงินทอง จนเกิดภาวะเครียดสะสมและเจ็บป่วยกันมาก สังคมจึงต้องสร้างวัฒนธรรมการหยุดพักผ่อนขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้การใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายบ้าง
เมื่อถึงวันที่มีการกำหนดให้เป็นวันหยุดพัก ผู้คนที่เคยตรากตรำทำงานหนักมาตลอดทั้งปีจะพร้อมใจกันวางอุปกรณ์และเครื่องมือทำมาหากิน แล้ว “ปล่อยให้ตัวเองได้ดื่มด่ำกับความขี้เกียจอย่างเต็มที่” บางคนเลือกที่จะนอนพักผ่อนอยู่กับบ้านเงียบ ๆ หรือเปิดเพลงสบาย ๆ ฟัง เพื่อเยียวยาจิตใจที่เหนื่อยล้ามานาน …นี่เป็นสิ่งที่มีการทำ
ทั้งนี้ ดร.วัลลภ ยังระบุผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” โดยสะท้อนภาพสังคมปัจจุบันว่า… โครงสร้างสังคมยุคใหม่มักหล่อหลอมให้ทุกคนอยากร่ำรวย ผู้คนไม่น้อยถูกปลูกฝังความเชื่อผิด ๆ ว่าเงินทองคือคำตอบเดียวของความสุข และด้วยความโลภและการแข่งขันกันรวยก็ทำให้ผู้คนยอมทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บางคนทำงานล่วงเวลา ทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน
การที่ผู้คนมากมายโหมทำงานหนักเช่นนี้ เพราะ ลืมคิดไปว่าความสุขที่แท้จริงของชีวิตอาจไม่ใช่การมีบ้านหลังใหญ่โตหรือมีทรัพย์สินมหาศาล แต่คือการมีเวลาได้พักผ่อนและทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบ ซึ่งในบางประเทศ อย่าง สเปน หรือ โปรตุเกส จึงมีวัฒนธรรม หยุดพักช่วงกลางวันยาวนาน ถึง 2-6 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้คนได้กลับไปอยู่กับครอบครัว โดยวัฒนธรรมการหยุดพักกลางวันหรือ Siesta ช่วยให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันและซึมซับความสุขกับคนรอบข้าง
“ขี้เกียจ ในมุมมองจิตวิทยาไม่ได้เกิดจากความเกียจคร้านหรือนิสัยไม่ดีเสมอไป แต่เป็นกลไกทางอารมณ์ สมอง สภาพแวดล้อม ที่ส่งผลให้ร่างกายหลีกเลี่ยงการลงมือทำ เพื่อปกป้องตัวเองจากภาวะวิกฤติ” …ดร.วัลลภ ชี้ไว้

พร้อมทั้งบอกว่า… “ความขี้เกียจ” แท้จริงแล้ว “อาจซ่อนสาเหตุทางกายภาพ” ไว้ เมื่อมนุษย์ใช้ความคิดและทำงานหนักเกินขีดจำกัด สมองเกิดความเหนื่อยล้าสะสม ระบบประสาทจะสั่งการให้ร่างกายเข้าสู่ “โหมดประหยัดพลังงาน” เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบประสาทและสมองได้รับความเสียหายหนัก… พฤติกรรมที่แสดงออกมาเมื่อเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ซึ่งดูเหมือนความเกียจคร้าน แท้จริงแล้วคือ กลไกอัจฉริยะที่ช่วยให้ร่างกายและสมองได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ถ้ายังฝืนทำงานต่อโดยไม่ยอมพักผ่อน ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนผ่านโรคทางกายต่าง ๆ เช่น ออฟฟิศซินโดรม หรือ ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือ ปวดหลังอย่างรุนแรง อาการเหล่านี้เป็น “สัญญาณเตือนภัยขั้นสุดท้ายจากร่างกาย” ที่พยายามบอกว่าเรากำลังใช้งานร่างกายหนักเกินไป โดย “ความขี้เกียจในความหมายการหยุดพัก”นั้น “ช่วยบูสต์–ฟื้นฟูร่างกายและสมอง”
นักจิตวิทยาท่านเดิมยังให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับ “สัญญาณเตือน” ที่บ่งบอกว่าร่างกายและจิตใจเริ่มรับไม่ไหว และควรรีบใช้สิทธิ์ “ความขี้เกียจ” หรือจัดวันหยุดพักผ่อนให้ตัวเองทันที… สัญญาณแรกคืออาการทางกาย หรือโรค ออฟฟิศซินโดรม ที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ หากเริ่มมีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดศีรษะบ่อยครั้ง หรือมีไข้จากการโหมทำงานหนักติดต่อกันหลายวันโดยไม่ได้หยุดพัก นี่คือคำเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่าร่างกายทำงานเกินขีดจำกัดแล้ว และหากยังฝืนต่อไป ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะแย่ลงในไม่ช้า สัญญาณต่อมาคือ ภาวะสมองเหนื่อยล้า เมื่อสมองถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงติดต่อกันเป็นเวลานาน เซลล์สมองจะเกิดความล้าอย่างหนัก ระบบประสาทจะบังคับสั่งการให้ร่างกายเข้าสู่โหมดปกป้องตัวเอง ซึ่งจะแสดงออกผ่านพฤติกรรม เบลอ ๆ ไม่อยากคิดอะไร และดูเหมือนเป็นคนขี้เกียจ เพื่อบีบบังคับให้ต้องหยุดใช้สมอง
สัญญาณที่สาม ภาวะความเครียดสะสม หากเริ่มรู้สึกตึงเครียดตลอดเวลา มีความคิดสับสนวุ่นวาย ไม่สามารถจัดระเบียบความคิดได้ ความเครียดรุนแรงเช่นนี้คือบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ อาจส่งผลให้เกิดอาการป่วยทางกายอย่างฉับพลัน เช่น อาหารเป็นพิษ ปวดท้องรุนแรง จนต้องเข้าโรงพยาบาล และอีกสัญญาณคือ ขาดแรงจูงใจและความสุขในการใช้ชีวิต เมื่อร่างกายและสมองล้าจนถึงขีดสุด สมองจะลดการหลั่งสารแห่งความสุขและสารแห่งแรงบันดาลใจลง ส่งผลให้รู้สึกไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น เกิดพฤติกรรมเกียจคร้านและไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับใคร ซึ่งนี่คืออาการขั้นต้นของภาวะหมดไฟในการทำงาน
“ขี้เกียจ อาจคือสัญญาณเตือนจากร่างกาย ที่บอกให้เราปรับจังหวะชีวิต” …ทางนักจิตวิทยาท่านเดิมย้ำ พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า… แต่แม้ว่าการพักผ่อนนั้นจะเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์อย่างมาก ร่างกายมนุษย์เราก็ถูกออกแบบมาให้เคลื่อนไหว ไม่ใช่นั่งหรือนอนนิ่ง ๆ อยู่ตลอด ดังนั้นการมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดิน ออกกำลังกาย ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี ต้องให้สมดุล… พักผ่อนกับเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่ กันไป
อย่างไรก็ดี ที่สำคัญ-ที่ควรตระหนัก คือ… “ความลับของการมีชีวิตที่มีความสุขอาจไม่ใช่การสะสมทรัพย์สินให้มากที่สุด แต่คือการรู้จักใช้ชีวิตแบบ Lazy Style ในบางเวลา คือ… การทำอะไรค่อยเป็นค่อยไปบ้าง อยู่กับธรรมชาติ แสงแดด และออกซิเจน ซึ่งหากเราเข้าใจความสมดุลระหว่างการทำงานหนักกับการพักผ่อน ความขี้เกียจก็จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่แข็งแรงและมีความสุขอย่างยั่งยืน”…ทาง ดร.วัลลภ ทิ้งท้าย
สรุปคือ…“ขี้เกียจอาจจะไม่ใช่เรื่องแย่”
และ…“ขี้เกียจก็เรื่องที่สำคัญต่อชีวิต!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



