ทำกระแสสังคมต้องจับตากันอีกครั้ง รัฐบาลสีน้ำเงินที่เพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก้นไม่ทันร้อนก็มีแต่มรสมเข้าไม่หยุด จะหยิบจับอะไรก็ถูกจับไปเป็นประเด็นร้อนที่อาจะเป็นตัวพลิกเกมทำสะดุดหัวคมำหรือไม่

เมื่อ คณะรัฐมตรี(ครม.) “นายกฯหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ไฟเขียวออกมาเข็นโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่ง “นายแบก”อย่าง “ดร.เอก นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นำทีมเศรฐกิจตั้งโต๊ะแถลง ถึงความจำเป็นของโครงการนี้ออกแบบมา เพื่อประคับประคองประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนทั่วไปผ่านโครงการ 60/40 ที่รัฐช่วยจ่าย 60% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ยังช่วยร้านค้ารายเล็กรายน้อยทั่วประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติสงครามตะวันออกกลางทำต้นทุนที่สูงขึ้น ช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจเดินต่อได้ พร้อมเรียนรู้การค้าขายด้วยระบบดิจิทัลและ AI เพราะวิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือวิกฤติต้นทุนและค่าครองชีพ
ส่งผลต่อกำลังซื้อหดหาย และอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจรายเล็กที่ไม่มีสายป่านยาวพอและส่งผลต่อการจ้างงาน ทั้งหมดนี้จะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทยจำนวนมาก จึงต้องร่วมกันประคองกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และช่วยให้ประชาชน ร้านค้า และ SMEs ฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน
ประชาชนเตรียมใจฟู จ้องลงทะเบียน โดย โครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส”เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ 30 ล้านคน ผ่านแอปฯเป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 25 – 29 พ.ค. 2569 วิธีการใช้จำกัดสิทธิไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน หรือสูงสุด ตามวงเงินสิทธิ คนละ 1,000 บาท/เดือน สูงสุด 4,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ ใครเข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขรอรับได้เลย

แต่ทันทีที่ “รัฐบาล”ขยับ “ฝ่ายค้าน” ก็ขยี้ทันทีเช่นกัน ปั่นประเด็นจนเห็นว่าโครงการนี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาของรัฐบาลสีน้ำเงิน
เมื่อขุนพลหญิงพรรคส้ม “ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาจับโป๊ะรัฐบาล ชี้ว่า โครงการนี้รัฐบาลเอาเงินกู้เยียวยามาใช้กับงบประจำ แอบสอดไส้โปะเงินกองทุนประชารัฐ 18,800 ล้านบาท ที่ควรเป็นงบประมาณตามปกติ ไม่ใช่ดึงเงินกู้มาใช้
ทั้งที่ข้อมูลตามมติ ครม.โครงการแรกนี้ เป็นสวัสดิการที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการต้องได้รับตามปกติอยู่แล้ว (เงินช่วยเหลือ 300 บาท, ค่าสาธารณูปโภค, ค่าเดินทาง, ฯลฯ) ซึ่งต้องได้รับจากงบประมาณประจำปี ไม่เกี่ยวกับการเยียวยาในช่วงวิกฤติพลังงานแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลตั้งงบเอาไว้ต่ำกว่าที่ต้องใช้จริง เลยไม่มีเงินพอมาจ่ายสวัสดิการ (ใช้ 50,000 ล้านบาท ตั้งงบไว้เพียง 30,000 ล้านบาท ในปีงบ 69)
พร้อมเหน็บรัฐบาลสีน้ำเงินใจถึงกล้านำเงินกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานในวงเงิน 200,000 ล้านบาทมาใช้เพื่อจ่ายรายจ่ายประจำ ที่ควรใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ
การเปิดข้อมูลของ “ไหม ศิริกัญญา” ที่ออกมาจับโป๊ะการใช้เงินของรัฐบาล โดยตั้งข้อสังเกตว่า มีการโยกงบประมาณและใช้เม็ดเงินบางส่วนผิดจากกรอบที่เคยชี้แจงต่อสาธารณะ จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า รัฐบาลกำลัง “ตีความวัตถุประสงค์ของเงินกู้” กว้างเกินไปหรือไม่
แม้กระทรวงการคลัง โดย “ลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง จะยอมรับว่า มีการใช้เงินในลักษณะที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตจริง แต่ยืนยันว่าเป็นการบริหารการเงินการคลังที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและไม่ได้เป็นการ “ลักไก่” หรือผิดวัตถุประสงค์แต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวยังไม่สามารถปิดประตูความกังขาได้ทั้งหมด เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ตัวชี้ขาด” สำคัญที่สุด ไม่ได้อยู่ที่คำชี้แจงของฝ่ายบริหาร แต่อยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ล่าสุดรับคำร้องกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท) ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและมีมติให้ครม.จัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท กำลังกลายเป็นหนึ่งในคดีการเมืองที่ถูกจับตา เพราะหากศาลวินิจฉัยว่าการกู้เงินมีปัญหา ดำเนินการผิดวัตถุประสงค์ไม่เหมาะสม ไม่เพียงกระทบเสถียรภาพรัฐบาล แต่ยังอาจลากยาวไปถึงความชอบธรรมของนโยบายเศรษฐกิจทั้งชุดครม.สีน้ำเงิน
นอกจากนี้ยังมีอีก 1 ขุนพลส้ม โดย “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” บอกหลังประชุมวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการครั้งแรก ว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะแท็กทีมทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลและเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน พร้อมย้ำว่า “ระบบการเมืองที่ไม่มีฝ่ายค้าน ถือเป็นเรื่องอันตราย” เพราะอาจเปิดทางให้รัฐบาลบริหารประเทศโดยไม่ถูกตรวจสอบ วิปฝ่ายค้านมีมติตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.ตรวจสอบการทำงานของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช. อาจไม่ได้ไต่สวนอย่างจริงจัง ก่อนยกคำร้อง พร้อมเตรียมเชิญ ป.ป.ช. มาชี้แจงขั้นตอนดำเนินการ
2.ตรวจสอบคดีฮั้วเลือก ส.ว. หลังมีข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งพฤติกรรมการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการนัดหมายต่าง ๆ โดยฝ่ายค้านกดดันให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งเรื่องต่อศาล แทนการยกคำร้อง
3.ตรวจสอบปมที่ดินเขากระโดง ซึ่งฝ่ายค้านยืนยันว่าจะติดตามต่ออย่างแน่นอน โดยจะหารือร่วมกันว่าจะใช้กลไกใดในการดำเนินการ
งานนี้ฝ่ายค้านได้จังหวะเร่งเครื่องเดินเกมบี้อีก 3 คดีค้าง ไล่ขยี้ทำลายความชอบธรรมรัฐบาล ควบคู่กันกับ พ.ร.ก.กู้เงิน โดยหวังสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันรัฐบาลในทุกมิติ
แถมยังมีประเด็นที่ร้อนแรงทะลุปรอท เมื่อ “เท้ง- ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดหน้าชน ออกมาเคลื่อนไหวและวิพากษ์วิจารณ์กรณี “องคมนตรี” มาร่วมประชุมในคณะกรรมการระดับชาติว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (บอร์ดภัยพิบัติ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยร่วมประชุมอยู่ด้วย
จึงออกมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสม จี้ให้ทบทวน เพราะมองว่า เรื่องแบบนี้ควรมีการระมัดระวังเรื่องภาพลักษณ์และเส้นแบ่งทางการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบทบาทของสถาบันทางรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย จะเป็นการ “โหนฟ้าลงมาต่ำ”
ท่ามกลางในภาวะที่การเมืองมีความเปราะบาง ทุกภาพ ทุกสัญญาณ ย่อมถูกตีความทางการเมืองได้เสมอ
แม้ “ฝ่ายรัฐบาล” โดย “นายกฯหนู” จะพยายามอธิบายยืนยันว่า คณะองคมนตรีเข้ามาเพื่อเป็นผู้ให้คำปรึกษาและร่วมบูรณาการ การทำงานตามแนวปฏิบัติเท่านั้น ไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองแต่อย่างใด และ เป็นการประชุมเพื่อประโยชน์สาธารณะและการรับมือภัยพิบัติของประเทศ มีการดำเนินการมาเป็น10 ปี
พร้อมตอกกลับแรง “แค่นี้ยังไม่รู้เลย การบริหารประเทศทำอย่างไร แค่นจะมาวิจารณ์ ย้ำไม่ใช่ประชุมหรือสั่งการ แต่เป็นการนำเสนอผลงาน เป็นวิถีปฏิบัติปกติ ซัดแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญา และวุฒิภาวะ”นายกฯกล่าว
ดูเกมแล้วจังหวะพรรคส้มขยับแรง ส่งสัญญาเดินปลุกกระแสด้อม คนเคยรักกลับมาหนุน เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญที่มีเป้าหมายแก้หมวดที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน จนมีคดี 112 คาอยู่ที่ศาลฎีกา ซึ่งได้รับคำร้องป.ป.ช.ถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล
ทำให้เกมแก้รัฐธรรมนูญก็เริ่มกลับมาร้อนอีกครั้ง เมื่อ “นายกฯอนุทิน” ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อ “ประธานรัฐสภา” เพื่อแสดงความจริงใจของพรรคภูมิใจไทย แต่หลายฝ่ายยังเห็นว่านี่คือ พิธีกรรมทางการเมือง มากกว่าจะเป็นความตั้งใจจริง เพราะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากสภา และยังไม่มีหลักประกันว่ากระบวนการจะเดินไปจนถึงปลายทางได้จริงหรือไม่ เพราะรู้ๆกันอยู่เต็มอกว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพการเมืองไทยในเวลานี้ เต็มไปด้วย “แรงเสียดทานหลายชั้น” รัฐบาลกำลังพยายามเร่งเครื่องเศรษฐกิจ เพื่อรักษาความเชื่อมั่น ขณะที่ฝ่ายค้านเร่งเปิดเกมตรวจสอบในทุกสมรภูมิ ทั้งงบประมาณ กฎหมาย และความเหมาะสมทางการเมือง

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน แต่ยังรวมถึงว่า รัฐบาลจะสามารถพาประเทศฝ่าคลื่นการเมืองและแรงกดดันจากนิติสงครามที่ถาโถมอยู่รอบด้านไปได้หรือไม่
และในช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายกำลังวัดพลังกันอย่างเข้มข้น คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ที่กำหนดทั้งทิศทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลในระยะต่อไป.



