ทันทีที่เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เลขฯกกต.) “แสวง บุญมี” ออกมายอมรับว่า มีนักร้องมาร้องยื่นหนังสือให้ยุบพรรคประชาชน ซึ่งเข้าสู่กระบวนการทางธุรการแล้ว ก็เป็นอันแน่ชัดว่า “นิติสงคราม” ต่อพรรคส้มสาขา 3 ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการอีกระลอก

จากการที่ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ออกมาโพสต์วิจารณ์กรณีองคมนตรีร่วมประชุมภัยแล้ง โดยคำร้องส่วนใหญ่มาจาก นักร้องเจ้าเก่าที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่ถือเป็นการเติมคดีให้กับพรรคส้มอีก1คดีที่น่าจับตานอกเหนือจาก ปมการทำไอโอผ่านระบบ “สเปกเตอร์ ซี”
จึงกลายเป็นนิติสงครามรอบใหม่ เป็นการ“เติมคดีรายวัน” ให้พรรคส้ม เพื่อสร้างความสั่นคลอนพรรคส้ม เพราะ คดีเหล่านี้เปรียบเหมือน “ชะนักติดหลัง” ที่พร้อมจะถูกสับสวิตช์ยุบพรรคหรือตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทันที เมื่อใดฝ่ายคุมอำนาจรัฐเห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม
ต้องจับตาดูว่าวงจรพรรคส้มจะเดินเข้าสู่วงจรเดิมถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่ 3 หรือไม่ จากการต่อสู้รอบใหม่ที่พุ่งเป้าขยับสูงขึ้นจนน่าหวาดเสียว
เมื่อถูกรุกคืบด้วยข้อกฎหมาย “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้าน เปิดเกมรุกสวนกลับด้วยการเปิดหน้าชนกับขั้วอำนาจที่เขาเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยระบุว่ามีพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแทนหลัก ที่สถาปนาอำนาจต่อจากระบอบ คสช. และขยายอิทธิพลเข้าควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา หรือ สว. สีน้ำเงิน รวมถึงองค์กรอิสระอย่างเบ็ดเสร็จ ทุกอย่างถูกกินรวบ
จนเกิดวาทะเดือดในสภาที่ สว. กว่า 89 คนเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีกลับ และ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ต้องออกมาชี้แจงว่าไม่ใช่เอเยนต์ของระบอบใดๆ

และยิ่งฝ่ายรัฐบาล นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยยื่นต่อประธานสภาเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชิงความชอบธรรม ในการกำหนดอนาคตประเทศระหว่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.)และพรรคประชาชน (ปชน.)
ทำเอาแก้รัฐธรรมนูญรอบใหม่นี้ร้อนระอุขึ้นมาทันที ฝั่งหนึ่งคือขั้วอำนาจเก่าอนุรักษ์นิยม ที่ปักหลักแน่นดุจป้อมปราการหิน ใช้เสียงข้างมากในสภา ใช้เครือข่าย สว. และอำนาจเชิงโครงสร้างเป็นคูเมืองคอยค้ำยันรัฐบาล
อีกฝั่งคือ “พรรคส้มหรือพรรคประชาชน” ที่มีคนรุ่นใหม่เป็นฐานไม่ชอบระบบแบบเดิมๆ ที่เสียงในสภาเป็นรองไม่มีอำนาจต่อรองเชิงตัวเลข แต่เลือกใช้ “แรงลมประชาชน” เป็นใบเรือฝ่าพายุ

แต่ดูแล้วการฝ่าคลื่นลมครั้งนี้ไม่ยากมาก และการที่ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมายอมรับตรงไปตรงมาว่า พรรคประชาชน ไม่มีอำนาจไปต่อรองให้ใครมาเซ็นเอ็มโอเอ หรือบีบให้ใครยืนข้างตนได้ อีกทั้งพรรคส้มเองส่งให้เข้าไปเติมโตเป็นระบอบสีนำเงิน เป็นภาพสะท้อนความจริงทางการเมืองอย่างแจ่มแจ้ง
นี่คือการยอมรับว่า เกมในสภาเวลานี้ พรรคส้ม เป็นรองทุกกระดาน งานนี้จึงหวังเรียกกระแสด้อม ที่มีอุดมการณ์เดียวกันให้กลับมาใหม่หลังจากถูกบอนไซด์มานาน เพราะถูกนิติสงครามเล่นงานทุกองคาพยพไม่ว่าจะขยับอะไรก็ตาม
เพราะคู่ต่อสู้ที่ “พรรคส้ม”กำลังเผชิญ ไม่ใช่แค่พรรคการเมือง แต่คือ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์” ตีตราไว้ สืบเนื่องจากโครงข่ายอำนาจที่แผ่รากลึก ครอบคลุมตั้งแต่ สส.- สว. ไปจนถึงองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เมื่อ “ส้ม”รู้ว่า ทุกย่างก้าวในกระดานการเมือง ในสภาเต็มไปด้วยกับดัก “พรรคประชาชน” จึงเลือกเปลี่ยนแผนวางยุทธศาสตร์ใหม่ เป็นความหวังเดียวที่ต้องดึงประชาชนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาที่ต้องการเปลี่ยนประเทศมาเป็นตัวช่วย
การยื่นแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 จึงไม่ใช่แค่ข้อเสนอเชิงเทคนิคทางกฎหมาย หากแต่เป็นการตีฆ้องร้องป่าว เปิดทางให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน แต่ “พรรคส้ม” กลับเลือกจุดชนวนในประเด็นละเอียดอ่อนที่สุด ด้วยการตั้งคำถามต่อบทบาทคณะองคมนตรี ภายหลังร่วมประชุมกับรัฐบาลเรื่องภัยแล้ง
เป็นที่รู้กันว่า การวิจารณ์ของ “ณัฐพงษ์” มีจุดมุ่งหมายถึงเพดานอำนาจ ที่ไม่มีใครกล้าแตะทำกระดานการเมืองร้อนขึ้นมาทันที
และเมื่อผู้นำจิตวิญาณของพรรคส้ม “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ออกมาขย่มซ้ำด้วยข้อเสนอเรื่องการยกเลิกคณะองคมนตรี จนทำให้เกิดแรงกระเพื่อมแรงขึ้น และไม่ได้หยุดแค่ประเด็นบทบาทองคมนตรี แต่ย้อนกลับไปขุดเรื่องมาตรา 112 ให้ฟื้นคืน
และทันทีที่ไฟเริ่มลาม กลไกตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตอบโต้ก็เริ่มขยับ ให้นักร้องมี่มีอยู่ในมือยื่นคำร้องต่อองค์กรอิสระ เบื้องต้น “นพรุจ วรชิตวุฒิกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ดำเนินการสืบสวนไต่สวนเป็นการเร่งด่วน ยุบพรรคประชาชนกรณีโพสต์ข้อความส่อไปในทางผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 และระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) และวรรคสอง

นอกจากนี้ยังได้ยื่นหนังสือต่อศาลฎีกา พิจารณาสั่ง “หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์” หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล เนื่องจากตอนนัดฟังคำสั่งคดี 44 สส.
ที่ศาลกำชับไว้ว่า ห้ามกลุ่ม 10 อดีตสส.พรรคก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กระทำซ้ำ หรือ กระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้น ศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
จนถึงการรวมตัวของ สว. 89 คนออกมาแถลงประณาม ล้วนเป็นสัญญาณว่า “เสาค้ำระบอบ” เริ่มเปิดแนวป้องกันเต็มรูปแบบ

เวลานี้จึงกลายเป็นว่า “พรรคประชาชน” เจอศึกรอบด้านจากที่ “พรรคภูมิใจไทย” ได้วางหมากสร้างฐานอำนาจการเมืองไว้หมดแล้ว ใช้กลไกรัฐธรรมนูญโอบล้อม “พรรคส้ม” ให้อยู่เป็นลูกไก่ในกำมือ วางเกมลากยาวอำนาจต่อไปเรื่องๆจนครบเทอม
เมื่อกางดูไทม์ไลน์ แก้รัฐธรรมนูญยาวไปถึงปี 2572 พร้อมออกแบบกลไกที่ยังรักษาอำนาจของ สว. เอาไว้เป็นฟันเฟืองสำคัญ ที่จุดมุ่งหมายของผลการรัฐธรรมนูญของ 2 ขั้วคือ พรรคส้มต้องการรื้อทั้งระบบ ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” เพียงแค่ต้องการซื้อเวลาอยู่ในระบอบอำนาจให้ยาวที่สุด
ขณะที่ประชาธิปัตย์พยายามยืนอยู่ตรงกลาง เสนอโมเดลประนีประนอม หวังเป็นสะพานเชื่อมสองฝั่ง แต่คำถาม คือ ในวันที่สนามการเมืองกลายเป็นสมรภูมิระหว่างไฟกับน้ำ สะพานจะรับแรงปะทะได้นานแค่ไหน สุดท้ายสถานการณ์อาจมีแรงขับให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเลือกข้างตัดสะพานโดดเดียว “พรรคประชาชน” สู้เพียงลำพัง ก่อนไฟจะลามมาถึงตัวหรือไม่ ต้องวัดใจกัน

ท้ายที่สุด ศึกนี้ไม่ได้วัดกันแค่ใครเสนอร่างก่อน หรือใครมีเสียงมากกว่า แต่วัดกันว่าใครสามารถครอง “ความชอบธรรม” ในสายตาประชาชนได้ เพราะหากพรรคประชาชนปลุกกระแสสังคมสำเร็จ แม้ร่างจะถูกคว่ำ ก็อาจเปลี่ยนความพ่ายแพ้ในสภาให้กลายเป็นชัยชนะทางการเมืองเรียกศรัทธาดึงเอฟซีให้กับมาได้

แต่ถ้าเกมดร่ามา เลยเส้นจนเกิดแรงตีกลับ ไฟที่หวังใช้เผากำแพงอำนาจ อาจย้อนมาไหม้มือผู้จุดเอง เวลานี้กระดานรัฐธรรมนูญจึงไม่ต่างจากถังดินปืนที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ
คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า ใครจะเป็นคนจุดชนวนสุดท้าย และเมื่อเสียงระเบิดดังขึ้น ประเทศไทยจะได้เห็น “รัฐธรรมนูญใหม่” หรือเพียงแค่เศษซากของความขัดแย้งรอบใหม่กลับเข้าสู่วงจรเดิมๆทำประเทศไม่เดินหน้าไปไหน



