ภาพน้ำทะลักท่วมเมืองน่านปีนี้ ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่มันคือ “ภัยบริหาร” ที่กลายเป็นโจทย์ด่วนๆที่ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เป็นการสะท้อนชัดว่า ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีระบบผังเมืองและการจัดการน้ำของไทยก็ยังมืดมิดไม่มีแสงสว่างจากปลายอุโมงค์เหมือนเดิม ประชาชนต้องระทมฝ่าวิกฤติด้วยตัวเองปีแล้วปีเล่า
เพราะสิ่งที่เห็นจากผู้นำประเทศ ที่มีเพียงแค่การสวมบูทยาง ลุยน้ำ นั่งเรือ แจกถุงยังชีพ ถ่ายรูปแล้วก็จบ ไม่ต่างจากละครฉากเก่าที่คนไทยดูจนอยากเบือนหน้าหนี เพราะประชาชนต้องตกอยู่ในวิบากกรรมเดิมๆ ภาพหลอนเก่ายังไม่ทันจางหายก็ต้องมาระทมซ้ำในปีนี้


ทั้งที่มีการถอดบทเรียนกันไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร แต่การแก้ไขกลับล่าช้า ไม่เคยทันการณ์ โดยเฉพาะระบบผังเมืองและการระบายน้ำ ยังสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเมืองท้องถิ่นและการจัดการน้ำในระดับโครงสร้างยังเป็นจุดอ่อนที่รอหน่วยงานราชการสังคายนาอย่างจริงจัง
ขนาด“ปลอดประสพ สุรัสวดี” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ต้องออกมาจี้รัฐบาล ให้รัฐบาลสร้างระบบระบายน้ำและเส้นทางผันน้ำ (Flood Way) ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมาบอกว่า พูดมาเป็นร้อยๆ ครั้ง แต่ไม่มีส่วนไหนกระดิก
พร้อมเตือนว่าหากยังนิ่งเฉยไม่ทำตั้งแต่วันนี้ วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ที่เมืองน่าน คือจุดเริ่มต้นของความหายนะของประเทศไทย ที่ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายในอนาคต


เพราะแม่น้ำสายจะกลับมาทะลักท่วมเชียงรายอีก และกรุงเทพฯ กับปริมณฑลจะกลายเป็นเมืองบาดาล ถนนวิภาวดีรังสิตจะกลายเป็นคลองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากรัฐบาลยังคงแก้ปัญหาแบบเช้าชามเย็นชาม เดินแจกถุงยังชีพไปวันๆ
ทั้งที่แนวคิดนี้ ในยุค “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ซึ่งตัวเองได้ออกแบบและประมูลเสร็จแล้ว และกำลังจะลงนามสัญญาคลองผันน้ำยาว 230 กิโลเมตร ระบายน้ำได้ 1,000–1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่โชคร้ายเกิดการปฏิวัติ เงินจำนวน 50,000 ล้านบาทที่จะนำมาสร้าง ถูกผู้มีอำนาจใช้หมดโดยไม่ได้สร้างคลองเลยสักเมตร


งานนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญที่ “นายกฯ หนู” ต้องถือธงนำ ทำระบบระบายน้ำแบบครบวงจรจริงจัง เพราะหากทำไม่ได้ วิกฤติธรรมชาตินี้จะกลายเป็นวิกฤติการบริหาร ส่งผลถึงความเชื่อมั่นที่กัดเซาะรัฐบาลเอง
แม้ปัญหาน้ำท่วมจะรุมสกรัม ปัญหาการเมืองรุมเร้า แต่เกมการต่างประเทศก็ทิ้งไม่ได้ จึงได้เห็นภาพ “นายกฯ หนู” หอบคณะไปเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ณ กรุงแคนเบอร์รา พร้อมหนีบ 14 เอกชนไทยจาก 9 บริษัท ร่วมหารือผู้นำออสซี่และเซ็นความตกลงสำคัญ ต่อด้วยการเยือนนิวซีแลนด์ เจรจากับยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวและผลไม้ ENVY เพื่อดึงการลงทุนและเทคโนโลยีมาไทย

การออกเดินทางครั้งนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์การเมืองที่หวังเอาผลงานเศรษฐกิจระดับปังๆ มากลบกระแสกดดันภายในประเทศ แต่ในสายตาประชาชนที่กำลังงวดกับปัญหาค่าครองชีพ คำถามสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ว่า “ไปเซ็นสัญญากับใครมาบ้าง”

แต่อยู่ที่ว่าตัวเลขเหล่านั้นจะแปลงเป็นเงินในกระเป๋าและโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้จริงเมื่อไหร่ หรือเป็นแค่ภาพข่าวประชาสัมพันธ์ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
และเมื่อเข้ามาส่องพันธมิตร “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคเพื่อไทย” ถึงแม้ฉากหน้ายังคงยึดกุมพื้นที่แบ่งกันบริหารร่วมกันได้ดี เป็นการประคองเสถียรภาพ เพื่อเข้าสู่ศึกซักฟอก และยิ่งมาเจอช็อตเด็ดภาพ “นายกฯ หนู” เข้ากราบแทบตัก “ทักษิณ ชินวัตร” ออกสู่สายตา ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณ “ดีลระดับบนยังแน่น” เสถียรภาพของ “แดง-น้ำเงิน” ยังจูงมือร่วมกันทำงานเป็นรัฐบาลต่อไป ยังไม่มีสัญญาณเปลี่ยนข้าง ท่ามกลางกระแสข่าว “แดง-เขียว” จับมือรอดัน “ดร.เชน ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ซึ่งพรรคประชาชนต้องเอาด้วย

เมื่อ“นายกฯ หนู” ชิงจังหวะออกมาบอก ที่พบกันไม่ได้คุยเรื่องการเมือง เป็นการเคารพกัน แล้วมีการสอบถามสารทุกข์สุกดิบ และยิ่งการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ตราบใดที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน
ตอนนี้ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาล มีแต่รัฐบาลของประชาชนและเราพูดคุยกันแทบจะทุกวันอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ก็ทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทุกคนก็ทราบว่าพอเปิดสมัยประชุมสภาฯ วันที่ 25 สิงหาคม นี้ เรามีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และมีเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ ที่จะต้องเข้าสภาฯ การที่ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายฯ ก็ต้องถือเป็นหน้าที่ของ สส.ฝ่ายตรวจสอบ ที่จะดำเนินการอะไรก็ได้ ตอบได้ทุกเรื่องไม่ต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษ
ดังนั้นเมื่อเจอเกมนี้ พรรคประชาชน ในฐานะฝ่ายค้านหลัก กลับต้องเดินเกมรุกในสภาอย่างหนักหน่วง เพื่อดึงศรัทธาจาก “ด้อมส้ม” กลับคืนมา ด้วยการเปิดศึกซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นอาวุธเดียวที่เหลืออยู่

โดย“ผู้นำฝ่ายค้าน” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคปชน. ประกาศแล้วว่า จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสีน้ำเงิน ในสมัยประชุมนี้แน่นอน จากการบริหารประเทศผิดพลาดทุกอย่างจะถูกนำมาเปิดในเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
แม้พรรคเพื่อไทยตอนนี้ยังไม่มีอาการเกรียวกราด ทำงานเก็บแต้มบุญ พร้อมรอดูผลงานฝ่ายค้านด้วยว่า จะเปิดแผลขยายผล “ค่ายน้ำเงิน” ได้แบบชัดเจนหรือไม่ต้องรอดูเวทีสภาจะซักฟอกกันดุเดือดแค่ไหน ฝ่ายค้านมีน้ำยาพอหรือไม่ที่จะสร้างรอยแผลให้กับรัฐบาล หรือจะเป็นเพียงการแสดงอาการเกรี้ยวกราดของเด็กที่ยังอ่อนหัดเหมือนก่อนหรือไม่ และสุดท้ายก็ทำอะไรฝ่ายรัฐบาลสีน้ำเงินไม่ได้ด้วยเสียงในสภาที่ยังเหนียวแน่นอยู่
แต่ก็ประมาทไม่ได้เพราะรัฐบาลก็มีแผลรอบทิศที่ต้องถูกตรวจสอบ มีประเด็นร้อนที่ตั้งเค้าโหมกระหน่ำเข้ามาแล้วก็มี ทั้งกรณี TH AI Passport ที่มีจุดอ่อนที่ฝ่ายค้านออกมาโหมโรงกันมาบ้างแล้ว อีกทั้ง หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบ อีกทั้งคดีเขากระโดงก็ยังมีความร้อนไม่แผ่ว
รวมถึงเรื่องฉาวในกระทรวงมหาดไทย ข่าวการโกงสอบท้องถิ่นที่สะท้อนระบบอุปถัมภ์ แถมยังมีตัวละครเชื่อมโยงกับแกนนำภูมิใจไทย ถึงแม้ “นายกฯ หนู” จะชิงดักทางล่วงหน้าอย่างแล้ว ว่า ไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหาร เพื่อตัดกระแสไม่ให้ไฟลามถึงเก้าอี้นายกฯตาม

แต่จุดโฟกัสที่ต้องจับตา คือ ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ต้องมาวัดใจ กกต. จะสวมบทเพชฌฆาต กล้าลงดาบฟัน สว. สายสีน้ำเงินออกจากสภาสูงได้กี่คน และจะมีคนการเมืองกี่คน หรือจะเป็นแค่การตัดตอนตัวเล็กตัวน้อย เพื่อรักษาเสถียรภาพรวมของสภาเอาไว้
เมื่อมองเกมการเมืองแม้ตอนนี้จะร้อนแรง แต่ตราบใดที่ฝ่ายค้านยังออกแรงหาแผลฉกรรจ์ฟันรัฐบาลไม่ได้ หรือปลุกกระแสมวลชนนอกสภาไม่ติด การเมืองไทยก็ยังคงวนลูปอยู่ในเกมของ “กลุ่มอำนาจเดิม” ที่สลับกันถือไพ่และแบ่งเค้กกันอย่างเรียบร้อย ปล่อยให้ประชาชนนั่งมองตาปริบๆ ต่อไป



