ซึ่งมีฉากตัวละครวิจารณ์คณะราษฎรในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง คำวิจารณ์ของตัวละครคงไม่ได้ออกมาในลักษณะเชิดชูนัก 

สส.ไอซ์โพสต์ว่า “ละครเรื่อง สอดสร้อยมาลา เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับสนับสนุน งบประมาณการผลิตละคร/ซีรีส์ ภายใต้นโยบายส่งเสริม Soft Power เป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ THACCA (Thailand Creative Content Agency) โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ให้ทุนอุดหนุนสนับสนุนการผลิต เป็นละครที่ได้รัฐเงินสนับสนุนจากรัฐไทย ผ่านกระทรวงวัฒนธรรม แม้จะเป็นโครงการที่ดูก้าวหน้า โครงเรื่องก็ดูเหมือนจะก้าวหน้า

แต่ในที่สุดก็เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วก็คงเป็นส่วนนึงของการท่าโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อกระทําอย่างเป็นระบบ ให้ประวัติศาสตร์ถูกเล่าออกมาในรูปแบบที่รัฐไทยอยากให้เป็นเท่านั้น ในบริบทนี้คือ คณะราษฎรเป็นพวกหัวก้าวหน้าที่เลวทรามไม่รู้คุณคน ตอกย้ำวาทะกรรม ชิงสุกก่อนห่าม สุดท้ายพวกหัวหน้าก้าวก็เหลิงอำนาจ และย้ำแนวคิดประเทศนี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ของประชาชน อำนาจสูงสุดไม่ใช่ของประชาชน

เห็นหรือยังเวลาไม่ได้อยู่ข้างเรา เวลาอยู่ข้างคนที่ลงมือทําอะไรสักอย่าง ซึ่งอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่เค้าก็ไม่ได้อยู่เฉยๆเค้าสู้กลับ ด้วยทุกเครื่องมือที่เค้ามี ถามว่ากรณีนี้จะสู้กลับยังไง ถึงที่สุดคือก็ต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ ถึงจะมีอํานาจในการคุมงบประมาณ แล้วเลือกให้เงินสนับสนุนกับสิ่งที่ส่งเสริม สิ่งที่เล่าเรื่องเพื่อพาสังคมไปข้างหน้า อะไรที่จะพาสังคม ย้อนอดีต ถอยหลัง ก็อย่าสนับสนุน แค่นั้นเอง ให้งบประมาณกับอะไร ก็แปลว่าให้ความสําคัญกับสิ่งนั้น ซึ่งก็คือการแสดงเจตจํานงทางการเมืองแบบนึง”

ก็ไม่รู้ดูละครได้กี่ตอน ถึงเดือดดาลซะขนาดอยากคุมงบสนับสนุน “จะเป็นรัฐบาลเพื่อเลือกให้เงินกับสิ่งที่สนับสนุนส่งเสริม” ดูเป็นวาทะที่เผด็จการไปหน่อย …แค่“ไปหน่อย”นะ ไม่ถึงกับหนัก ถ้าหนักนี่จะต้องประกาศแบนเนื้อหาที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่มีอะไรถูกผิดในโลกยุคเสรี มีแต่ว่า เราเชื่อว่าอย่างไหนดีที่สุด     

 “สส.ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ให้เป็นความเห็นส่วนตัวของ สส.ไอซ์  ว่า “ในนามพรรค เราต้องคุ้มครองเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ซึ่งหมายถึงเสรีภาพของสื่อมวลชน หรือเสรีภาพของผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ในการที่จะสามารถผลิตงานตามแนวทางที่ต้องการได้  พรรคเราให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อและผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ คุณค่าหลักของพรรคคือการเคารพสิทธิ เสรีภาพของผู้ผลิตงานสร้างสรรค์”

 การผลิตสื่อบันเทิง ( ซึ่งมีลักษณะแสวงหากำไร )  ผู้ผลิตไม่ต้องการให้รัฐหรือใครเข้ามาแทรกแซงเนื้อหา ผู้ผลิตที่ทุนต่ำ เขาก็อยากขอการสนับสนุนจากรัฐ เพื่อโอกาสในการสานฝันได้สร้างงานตรงใจ เครื่องมือสนับสนุนของรัฐ คือกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ THACCA  ( Thailand Creative Culture Agency ) หรือ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ คือหน่วยงานภาครัฐที่เป็นศูนย์กลาง (One Stop Service) ในการบริหารและขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ของประเทศไทย

สื่อบันเทิง คืออำนาจกล่อมเกลาอย่างละมุนละม่อม จะเรียกว่าสร้างสรรค์ได้ ต้องไม่ใช่การให้ยัดเนื้อหาหรือชุดความคิดอะไรลงมาแบบแข็งๆ บังคับให้รับรู้ ยอมรับว่านี่แหละถูกต้อง ทุกคนต้องการเสรีภาพในการนำเสนอ ไม่ต้องจับสัญญาณฝ่ายการเมืองมาแอบกระซิบว่า “เชียร์ฉันสิแล้วจะสนับสนุน” หรือมีกลไกบังคับ ทั้งกลไกทางตรง เช่น กำหนดเงื่อนไขขอทุน หรือกลไกแฝงเช่นการต้องสังเกต“ทิศทางลม”ของคนให้ทุน ..เสนอขอรับการสนับสนุนได้ไม่ใช่เฉพาะเนื้อหาประเภทส่งเสริมจริยธรรม ส่งเสริมเอกลักษณ์ชาติ ให้ผู้ผลิตได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง        

สื่อบันเทิงที่ไม่ถูกปิดกั้น ทำให้อุดมการณ์บางอย่างที่แฝงไว้ ถูกผลิตซ้ำ เผยแพร่และนำไปสู่การที่สังคมยอมรับเป็นวงกว้างได้อย่างแนบเนียน ยกตัวอย่างเร็วๆ เช่น  การยอมรับความหลากหลายทางเพศในไทย ที่ใช้เนื้อหาแนววาย-ยูริมาสร้างความเป็นปกติ หรือการสร้างลักษณะของ“ผู้ชายธงเขียว” นิยามชายแท้แบบน่าพึงประสงค์ ตามแบบพระเอกซีรีย์เกาหลี   ..กระทั่งการนำละครอิงประวัติศาสตร์มาเล่าในแง่มุมต่างๆ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกฮึกเหิมในความเป็นชาติ รู้สึกชาตินิยม ไปจนถึงทำให้เกิดความสนใจหาข้อมูลเพิ่มเติม และรับเอาอุดมการณ์ที่แฝงมาในข้อมูลเอาไว้   

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเป็นเรื่องของผู้บริโภคเองที่จะเลือกรับสื่อ เลือกตีความให้สอดคล้องต้องกันกับทัศนคติของตัวเอง หรือกระทั่งว่า การเปิดรับสื่อที่ทำให้เปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ ก็ต้องเกิดจากการกล่อมเกลา ไม่ใช่การบังคับ และก็เป็นเรื่องของผู้บริโภคอีกเช่นกันที่จะตัดสินว่า อุดมการณ์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อบันเทิงแบบไหนที่ “ชักจะไม่เข้าท่า”ไปถึงอันตราย และใช้อินเทอร์เนตเป็นพื้นที่ตีแผ่และสร้างสาธารณมติ  

เมื่อไอซ์ รักชนกออกมาในแนวคิดเชิงซ้ายขนาดนั้นก็มีผู้ออกมาแสดงความเห็น อย่างเช่น “ต้องเต ธิติ ศรีนวล” ผู้กำกับหนังตระกูลไทบ้าน เรื่องที่ทำแล้วได้รับเสียงตอบรับดีมากทั้งเงินทั้งรางวัลคือ “สัปเหร่อ”

ต้องเตมีความเห็นว่า “การวิจารณ์ THACCA ว่าให้งบสนับสนุนเฉพาะงานศิลปะฝั่งขวา ดูไม่แฟร์กับทั้ง THACCA และทีมงานผู้สร้างเลยครับ เพราะงานศิลปะไม่ควรถูกตัดสินผ่านอุดมการณ์ทางการเมืองเพียงด้านเดียว ผมว่าสิ่งที่อุตสาหกรรมพยายามร่วมกันผลักดันมันมาตลอด คือเสรีภาพและความหลากหลายในการเล่าเรื่อง ในฐานะผู้ได้รับงบสนับสนุนจาก THACCA ผมอยากเล่าจากประสบการณ์ตรงว่า วัตถุประสงค์หลักของโครงการคือการผลักดันหนังไทยไปสู่ตลาดสากล คณะกรรมการย้ำกับทีมงานเสมอว่า อยากเห็นหนังไทยมีคุณภาพมากพอที่จะแข่งขันในระดับนานาชาติ เปิดตลาดใหม่ และสร้างโอกาสให้คนทำงานสร้างสรรค์ไทย

สิ่งที่เราได้รับไม่ใช่คำสั่งทางการเมือง แต่คือโอกาสที่ทำให้ผู้สร้างมีความหวังและความกล้ามากขึ้นในการพัฒนางาน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนจนเกินไป และตลอดกระบวนการ THACCA กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็ให้อิสระในการทำงานเต็มที่ แบบที่คนทำงานสร้างสรรค์ต้องการเลยครับ ไม่มีการกำหนดว่าต้องเล่าเรื่องไปในทิศทางไหน ผมไม่ได้ออกมาเพื่ออวยฝั่งใดฝั่งนึง ผมแค่ออกมาแสดงความคิดเห็นของมุมมองของคนทำงานที่ได้รับการซัปพอร์ตจาก THACCA จริงๆ

เราวิจารณ์งานศิลปะกันได้ เห็นต่างกันได้ แต่ถ้าเริ่มใช้อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า งานแบบไหนควรหรือไม่ควรได้รับการสนับสนุน สุดท้ายสิ่งที่เสียหายที่สุดอาจไม่ใช่ฝ่ายการเมืองใดฝ่ายหนึ่ง แต่อาจเป็นทั้งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ที่กำลังพยายามเติบโตไปข้างหน้าร่วมกัน” ความเห็นของต้องเต ก็ดูพอจะครอบคลุมความต้องการของผู้ผลิตสื่อซอฟต์พาวเวอร์ที่สำคัญ ..คืออย่าเอาอุดมการณ์ผู้ให้ทุนมาตีกรอบ

ส่วนตัว สส.ไอซ์เอง มีบทบาททางการเมืองเป็นที่นิยมชมชอบของคนรุ่นใหม่ กำลังลอยลมบน ก็ต้องพิจารณาตัวว่า กำลังติดกับดักความนิยมหรือไม่ จนมั่นใจตัวเองเป็นความถูกต้องหลัก.

***ขอบคุณรูปภาพจากเพจ ช่อง one31

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่