ทรัมป์ ป่วนโลก ในสนามสู้รบตะวันออกกลาง เล่นเอาชาวโลกรุมโฟกัสกับปัญหาเบิ้ม ๆ คือ วิกฤติพลังงานและข้าวของแพง

ดาวฤกษ์มองว่า เรายังมีวิกฤติใหญ่ที่เป็นระเบิดเวลารอคร่าชีวิตคนไทย คือ วิกฤติสารหนูในแม่น้ำกกสายรวกโขงภัยเงียบที่เรื้อรังกำลังคืบคลานเข้าคุกคามสุขภาพของคนไทย

หากรัฐบาลหนู2” ยังไม่ขยับแก้เชิงรุก ปัญหานี้จะกลายเป็นวิกฤติสารหนูของแทร่ กลายเป็นมะเร็งร้ายบานปลายเกินควบคุม

แม่น้ำกก สาย รวก และโขง เป็นลำน้ำที่เชื่อมโยงข้ามประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำในประเทศเมียนมา บางพื้นที่มีชนกลุ่มน้อยคั่นกลางอยู่ มีการทำเหมือง การใช้สารเคมีในอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โลหะหนักอย่าง สารหนูไหลปะปนลงสู่แหล่งน้ำ

ยิ่งเข้าสู่ฤดูแล้ง ปริมาณน้ำลดลง กระแสน้ำไหลช้าลง ตะกอนแขวนลอยจึงตกสะสมในท้องน้ำมากขึ้น กลายเป็นแหล่งสะสมสารพิษโดยไม่รู้ตัว และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ค่าปนเปื้อนในตะกอน สูงขึ้น

ล่าสุดจากกรมควบคุมมลพิษ ตรวจคุณภาพตะกอนดิน (ครั้งที่ 10) เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา รวมถึงแม่น้ำโขง พบ “สารหนู” อยู่ในระดับไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน และบางจุดถึงขั้นอันตรายรุนแรง

โดยมีพื้นที่ที่น่ากังวล ได้แก่ บริเวณสะพานท่าตอน และสะพานมิตรภาพแม่นาวาง–ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ สะพานเฉลิมพระเกียรติ อ.เมือง จ.เชียงราย รวมถึง “ทุกจุดตรวจวัดในแม่น้ำโขง” ที่พบค่าสูงผิดปกติ

แม้ผลตรวจจะพบว่า  “สัตว์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์บริโภคได้ แต่ภาครัฐยอมรับว่า สารหนูสามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารระยะยาว หมายความว่า วันนี้อาจยังไม่เห็นผล แต่วันหน้าอาจสายเกินแก้

คำแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐ จึงออกมาในเชิง “ตั้งรับ” เช่น บริโภคอาหารสุกทุกครั้ง หลีกเลี่ยงสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้ง หอย ไม่กินซ้ำชนิดเดิมบ่อย

คำถามคือ การแก้ปัญหาต้นเหตุอยู่ตรงไหน แม้จะมีการตั้งคณะทำงาน ติดตามสถานการณ์ และเตรียมหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ภาพรวมยังเป็นการบริหารตามสถานการณ์มากกว่าการลุยเชิงรุก

ปัญหาสำคัญคือ ไทยเป็นประเทศปลายน้ำ การแก้ปัญหาต้องควบคุมที่ต้นน้ำ  การเจรจาระหว่างประเทศยังไม่มีกรอบบังคับที่ชัดเจน การสื่อสารกับประชาชนยังอยู่ในระดับเตือนภัย มากกว่าสร้างความมั่นใจ

ดาวฤกษ์คาดหวังว่ารัฐบาลหนู 2” ต้องถือธงนำจัดการสารหนู ด้วยการเร่งเจรจาข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง ผลักดันข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลผูกพัน เช่น การควบคุมกิจกรรมเสี่ยงในพื้นที่ต้นน้ำ และการเปิดเผยข้อมูลร่วมกัน ตั้งระบบเฝ้าระวังถาวรทั้งลุ่มน้ำ ติดตั้งสถานีตรวจคุณภาพน้ำ ตรวจตะกอนแบบต่อเนื่อง

ต้องจัดการตะกอนปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ โดยมีแผนฟื้นฟู เช่น การขุดลอกอย่างปลอดภัย หรือการใช้เทคโนโลยีลดการแพร่กระจายของสารพิษ ไม่ใช่ปล่อยให้สะสมต่อไป

ต้องยกระดับมาตรการคุ้มครองประชาชนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะชุมชนริมน้ำ มีการตรวจสุขภาพเชิงรุก และระบบแจ้งเตือนความเสี่ยงที่เข้าถึงง่าย ที่สำคัญต้องสื่อสารอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับภัยของโลหะหนัก เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

วิกฤติสารหนูภัยเงียบ ด้านอาหาร น้ำ และสุขภาพของคนไทย ระเบิดเวลา รอรัฐบาลหนู 2” ลุยแก้อย่างจริงใจ.

“ดาวฤกษ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่