ทั้งนี้ ภัยแล้งปี 2569 กำลังเป็นเรื่องสำคัญ โดยนอกจากจะมีปริมาณน้ำสะสมในแหล่งน้ำต่าง ๆ ลดน้อยลงขั้นวิกฤติแล้ว ไทยยังอาจจะยิ่งถูกซ้ำเติมจาก ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นจริง ๆ กรณีนี้ก็จะทำให้ผลกระทบในปี 2569…

ยิ่งมีผลกระทบรุนแรงหนักกว่าทุก ๆ ปี

ด้วยเหตุนี้จึงมีการ “ส่งสัญญาณเตือน”

ให้คนไทย “ช่วยกันใช้น้ำแบบประหยัด”

แล้วจะประหยัดน้ำอย่างไรดี? …รวมไปถึงแนวทางระหว่าง “ภาคเกษตร-ครัวเรือน” นั้น มีวิธีประหยัดน้ำต่างกันหรือไม่? ซึ่งเรื่องนี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีข้อมูลที่จะสะท้อนต่อ โดยรวบรวมจาก “คำแนะนำ-คู่มือ” ที่หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ได้เคยให้แนวทางเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ โดยจะแบ่งออกเป็น “คู่มือครัวเรือนทั่วไป” และ “คู่มือสำหรับเกษตรกร”

จะมีวิธีประหยัดน้ำเช่นไร?…ต้องมาดู

เริ่มจากระดับ “ครัวเรือนประชาชนทั่วไป” โดยข้อมูลในเรื่องนี้ ทาง การประปานครหลวง (กปน.) ได้มีการเผยแพร่คำแนะนำเกี่ยวกับ “วิธีใช้น้ำอย่างประหยัด” ผ่าน www.mwa.or.th ว่า… วิธีที่เห็นผลชัดเจนที่สุด คือเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลที่ กปน. แนะนำไว้เสนอให้ประชาชนทั่วไป อาจเริ่มต้นจากแนวทาง “ปิดรองซ่อม” ซึ่งเป็น “คาถาประหยัดน้ำ” ที่ทำได้ง่าย และเห็นผลได้ชัดเจน โดยสามารถแบ่งตามกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ดังต่อไปนี้….

อาบน้ำ” ได้แก่ เลือกใช้ฝักบัวที่มีรูขนาดเล็กลง จะช่วยประหยัดน้ำลงไปได้มาก และ ควรปิดฝักบัวขณะที่ถูสบู่ โดยการปิดน้ำช่วงนี้จะลดการใช้น้ำเหลือเพียง 30 ลิตร จากปกติที่ต้องใช้น้ำขณะอาบน้ำที่ 90 ลิตรต่อครั้ง, แปรงฟัน” ได้แก่ ควรใช้แก้วน้ำรองน้ำเพื่อบ้วนปาก แทนใช้จากก๊อกโดยตรง โดยการใช้แก้วจะทำให้ใช้น้ำแค่เพียง 0.51 ลิตร ซึ่งน้อยมาก ถ้าเทียบกับการปล่อยให้น้ำไหลจากก๊อกตลอดเวลาที่แปรงฟัน ที่ต้องใช้น้ำถึง 20-30 ลิตรต่อครั้ง, โกนหนวด” หลังโกนหนวดเสร็จ ควรใช้กระดาษเช็ดก่อน จึงใช้น้ำจากแก้วมาล้างอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยทำให้ประหยัดน้ำได้มากกว่าล้างโดยตรงจากก๊อก

การใช้ส้วมชักโครก” การกดชักโครก 1 ครั้งจะใช้น้ำ 8-12 ลิตร เพื่อประหยัดน้ำ ควรใช้ถุงบรรจุน้ำมาใส่ในโถน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ หรือ เปลี่ยนมาใช้โถส้วมแบบตักราด ซึ่งจะใช้น้ำน้อยกว่าชักโครกหลายเท่า, การซักผ้า” มีคำแนะนำ ได้แก่ ควรรวบรวมผ้าให้ได้มากพอต่อการซักแต่ละครั้ง และ ไม่เปิดน้ำทิ้งตลอดเวลา เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำไปถึง 9 ลิตรต่อนาที, การล้างภาชนะ” มีคำแนะนำให้ ควรใช้กระดาษเช็ดคราบสกปรกออกก่อน แล้วล้างพร้อมกันในอ่างน้ำ จะประหยัดน้ำได้กว่าการล้างจากก๊อกโดยตรง, ล้างรถ” มีคำแนะนำคือ ควรรองน้ำใส่ถังน้ำแล้วใช้ผ้าชุบเช็ดทำความสะอาด แทนการใช้สายยางฉีดโดยตรงเพราะจะทำให้สูญเสียน้ำในปริมาณมากถึง 150-3,624 ลิตรต่อครั้ง…นี่เป็น “สูตรประหยัดน้ำ”

สำหรับ “ประชาชนทั่วไประดับครัวเรือน”

ส่วนแนวทางการใช้น้ำให้ประหยัดมากที่สุดของ “ภาคเกษตรเกษตรกร” นั้น ก็มีข้อมูลน่าสนใจที่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ให้คำแนะนำในเรื่องนี้เช่นกัน โดยได้ให้แนวทางเรื่องนี้เอาไว้ ดังต่อไปนี้…

วิธีแรก “ใช้ระบบจัดการน้ำ” มาช่วยประหยัดน้ำ อาทิ ใช้ระบบน้ำหยด (Drip Irrigation) ที่เป็นการส่งน้ำตรงถึงโคนต้น และช่วยลดการระเหย, ใช้ระบบสปริงเกลอร์อัจฉริยะ ที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชไร่ โดยปัจจุบันระบบดังกล่าวสามารถปรับปริมาณน้ำให้เหมาะตามสภาพอากาศได้, จัดตารางรดน้ำให้เหมาะกับพืชแต่ละชนิด เช่น คำนวณเวลาและปริมาณน้ำตามความต้องการที่แท้จริงของพืช จะทำให้ใช้น้ำที่มีได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

วิธีที่สอง “ใช้เทคโนโลยี Smart Farming” เช่น ใช้เซ็นเซอร์วัดความชื้นในดิน เพื่อให้ทราบระดับความชื้นแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะทำให้ให้น้ำกับพืชได้แม่นยำ โดยไม่มากหรือน้อยเกินไป, ใช้โดรนและดาวเทียม เพื่อสำรวจสุขภาพพืช และจัดการน้ำเฉพาะจุดที่ต้องการ, เลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น หันมาปลูกพืชใช้น้อย หรือพืชที่ทนแล้ง ในช่วงที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำลดลง รวมถึงเพิ่มอินทรียวัตถุในดินเพื่อช่วยเรื่องของการอุ้มน้ำ …เหล่านี้เป็น “ฮาวทูประหยัดน้ำ”

เป็นคำแนะนำสำหรับ “เกษตรกรภาคเกษตร”

ที่สามารถนำเไปปรับใช้นำไปประยุกต์ใช้ได้

ทั้งนี้ แหล่งข้อมูลดังกล่าวยังย้ำถึง…แนวคิดประหยัดน้ำที่ถูกต้องทิ้งท้ายไว้ว่า… การประหยัดน้ำ ไม่ใช่เรื่องของการงดใช้น้ำ แต่หมายถึง การใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและรู้คุณค่า ดังนั้น เพียงแค่ทุกคนหันมา ปรับพฤติกรรมควบคู่กับการ “ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม” ก็จะ ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำลงได้ถึง 20-50% ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ นี้ ไม่ใช่แค่การประหยัดค่าน้ำ แต่เปรียบได้กับการ “ช่วยรักษาสมดุลให้ทรัพยากรส่วนรวม” ของประเทศไทย

เพื่อให้ไทยผ่าน “วิกฤติน้ำแล้ง” ปีนี้ไปให้ได้

ภายใต้สถานการณ์ที่ “วันนี้มีน้ำเหลือน้อย”

แถมยังต้องลุ้นกับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” อีกต่อ.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์