ทั้งนี้ กับภาวะ “สแต็กเฟลชั่น” กำลังเป็นสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์หลายคนเฝ้าจับตาใกล้ชิดเพื่อดู “ผลกระทบ” หลังราคาน้ำมัน ราคาสินค้า และภาวะเงินเฟ้อของไทยพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ สวนทางตัวเลขเศรษฐกิจที่นิ่งสนิทจนน่ากลัว ซึ่งภาวะดังกล่าว หรือ “Stagflation” นี้…
นักเศรษฐศาสตร์มองเป็นฝันร้ายเศรษฐกิจ
ที่ทำให้เกิดวิกฤติชีวิตกับคนทุกกลุ่มอาชีพ
หนึ่งในนั้นที่น่าห่วงก็มีกลุ่มมนุษย์เงินเดือน

ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล
ทั้งนี้ จากความกังวลที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนรู้สึกวิตกกับ “ภาวะสแต็กเฟลชั่น” นี้ว่า… จะก่อให้เกิดผลกระทบลุกลามไปสู่ “กลุ่มอาชีพต่าง ๆ” จนกลายเป็น “วิกฤติสองเด้ง!!” กระทบกับชีวิตคนไทยจำนวนมากที่เป็นผลพวงของภาวะนี้นั้น เรื่องนี้ก็สอดคล้องกับทัศนะของ ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ก็มองเห็น และได้ฉายภาพผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากภาวะนี้ ผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ภาวะนี้อาจเป็น “วิกฤติสองเด้งของคนไทย!!” เมื่อ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagnation) ได้มาบรรจบกับ ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) จนส่งผลทำให้การจ้างงานชะงัก กำลังซื้อหดหาย สวนทางกับต้นทุนวัตถุดิบ และราคาพลังงานที่ขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยทั้งสองภาวะดังกล่าวนี้…
เมื่อนำมาผสมคำจึงเกิดคำว่า “Stagflation”
ที่ในทางเศรษฐศาสตร์นำมาใช้เรียกภาวะนี้
ผศ.ดร.ภูษิต รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังฉายภาพ “สิ่งที่จะตามมา” เมื่อประเทศไทยเกิดภาวะสแต็กเฟลชั่นว่า…ที่จะได้เห็นเป็นอันดับแรกคือ คุณภาพชีวิตคนจะถูกบีบรัดมากขึ้น ส่วนสิ่งที่จะเจอตามมาเป็นเรื่องที่สองก็คือ วิกฤติคนตกงานพุ่งสูง จากการที่หลาย ๆ ธุรกิจตัดสินใจเลิกจ้างแรงงานคน และหันไปพึ่งพาใช้เทคโนโลยี AI ทดแทนแรงงานมนุษย์ เพราะต้องการรัดเข็มขัดธุรกิจ เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะแรงงานที่มี “ทักษะงานที่ AI ทดแทนได้”
โดยผลกระทบทั้งสองแบบนี้จะเกิดชัดที่สุด
คือกลุ่ม “มนุษย์เงินเดือน–พนักงานประจำ”

นักวิชาการคนเดิมยังได้ขยายภาพนี้ กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… “สาเหตุ” ที่มองว่า… “มนุษย์เงินเดือน” หรือ “กลุ่มพนักงานประจำ” มีโอกาสจะเจอผลกระทบจากภาวะสแต็กเฟลชั่นเป็นกลุ่มแรก ๆ นั้น เพราะวิเคราะห์และพิจารณาจาก “รูปแบบรายได้” ของคนกลุ่มนี้ เนื่องจากพนักงานประจำ หรือกลุ่มคนทำงานกินเงินเดือนนั้น คือ กลุ่มที่มีรายได้คงที่ ทำให้จึงต้องแบกรับเอาผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก ค่าน้ำมันแพง-ค่าครองชีพที่พุ่ง แบบเต็ม ๆ โดยเฉพาะถ้าหากธุรกิจที่ทำงานอยู่ มองเป็นภาระด้านต้นทุน หรือเห็นว่า… บางตำแหน่งงานสามารถใช้เทคโนโลยีทำแทนได้ …เป็นมุมมอง ผศ.ดร.ภูษิต
ที่ขยายความ “ผลกระทบมนุษย์เงินเดือน”
ที่เป็น “กลุ่มเสี่ยงสูง” มีปัญหาจากภาวะนี้
สำหรับ “วิธีรับมือลดวิกฤติสองเด้ง” จากภาวะสแต็กเฟลชั่นที่กำลังกระทบรุนแรงนั้น ทาง ผศ.ดร.ภูษิต ได้แนะนำ “สูตรผ่านทางตัน” ให้กับกลุ่ม มนุษย์เงินเดือน–คนทำงานประจำ ว่า… มีอยู่ทางรอดเดียวที่ทำได้ในภาวะวิกฤตินี้ได้ก็คือ “ต้องสังคายนากระเป๋าเงิน” ของตัวเอง ผ่านวิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้…
วิธีที่ 1 “จัดระเบียบรายจ่าย 3 ประเภท” ได้แก่ ที่จำเป็นเร่งด่วน อาทิ ค่าที่พัก อาหาร ค่าเทอมลูก ค่ารักษาพยาบาล ที่จะต้องมีการจัดเก็บสำรองไว้, สำคัญแต่รอได้ เช่น เสื้อผ้าใหม่ โทรศัพท์มือถือหรือโน้ตบุ๊ก หากเครื่องเก่ายังใช้งานได้ รวมถึงแผนท่องเที่ยว ก็ให้เลื่อนออกไปก่อน, ความอยากส่วนตัว อาทิ สินค้าแบรนด์เนม อาหารมื้อหรู หรือแกดเจ็ตฟุ่มเฟือย โดยรายจ่ายอย่างหลังนี้ ต้องตัดทิ้งอย่างเด็ดขาด …และนี่เป็นคำแนะนำในวิธีแรก เพื่อ “สังคายนากระเป๋าเงิน”
ส่วนวิธีที่ 2 “คำนวณเงินเหลือสุทธิ” ที่ไม่ใช่ “ยอดเงินเดือน” โดย ผศ.ดร.ภูษิต ย้ำว่า… ขอให้คนทำงานมีเงินเดือน อย่าชะล่าใจกับตัวเลขเงินเดือนเข้า แต่ให้ดูเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายทุก ๆ อย่าง ซึ่งหากพบว่า… เงินออมลดลงจาก 5,000 บาท เหลือเพียง 3,000 บาท นั่นคือ “สัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง”, วิธีที่ 3 “ล้างหนี้ดอกเบี้ยโหด” โดยเร่งกำจัดหนี้บัตรเครดิตและหนี้นอกระบบก่อนเป็นอันดับแรก เพราะในสภาวะนี้ดอกเบี้ยจะกัดกินรายได้จนไม่เหลือ
และวิธีที่ 4 “หาเงินมากกว่า 1 ทาง” ในยุคที่โอทีและโบนัสถูกตัด การพึ่งรายได้ทางเดียวคือความเสี่ยง จึงควรหาอาชีพเสริมตามความถนัด เช่น ขายของออนไลน์ หรือรับจ้างทั่วไป สุดท้ายวิธีที่ 5 “ลงทุนทักษะใหม่” เพื่อความมั่นคงในหน้าที่การงาน ควรเรียนรู้ทักษะที่ AI ยังเลียนแบบได้ยาก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับตัวในตลาดแรงงาน …เป็นคำแนะนำจาก ผศ.ดร.ภูษิต
ให้ “มนุษย์เงินเดือน” กลุ่ม “พนักงานประจำ”
พิจารณาปรับใช้เพื่อเป็น “คัมภีร์ผ่าทางตัน”
“สู้พิษสแต็กเฟลชั่น” วิกฤติเศรษฐกิจสองเด้ง.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



