ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 10-11 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีงานสำคัญของวงการเอไอ จัดขึ้นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ชื่อว่า…“The AI Summit London 2026” ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่วงการเทคโนโลยีทั่วโลกสนใจเข้าร่วม โดยนักวิชาการไทยคือ ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร ผู้ช่วยคณบดีด้านสื่อสารองค์กร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ และส่งรายงานตรงมาถึง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ด้วย…

ที่นอกจากจะ “ช่วยคนไทยอัปเดต” แล้ว

ยังได้วิเคราะห์สถานการณ์นี้เอาไว้น่าสนใจ

เกี่ยวกับ “แนวโน้ม” และ “เทรนด์เอไอโลก”

เพื่อให้คนไทยได้มีข้อมูลไว้ใช้เตรียมรับมือ

ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร

ทั้งนี้ ดร.รัตนวดี ผู้ช่วยคณบดีด้านสื่อสารองค์กร บัณฑิตวิทยาลัย มศว และนักวิชาการไทยที่เข้าร่วมงานสัมมนาด้านเอไอระดับโลกดังกล่าว เปิดเผยว่า… ประเด็นที่ผู้เข้าร่วมงานสนใจและถูกพูดถึงมาก คือ ทิศทางของโลกที่ก้าวเข้าสู่ “ยุค Agentic AI” หรือเอไอแบบตัวแทนอัจฉริยะอย่างเต็มตัว โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า… นับจากนี้ปัญญาประดิษฐ์จะไม่ใช่โปรแกรมคอยตอบคำถามตามสั่งอีกต่อไป แต่จะก้าวสู่ “นิยามใหม่” คือยุคเอเจนท์ครองเมืองอย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะถูกยกสถานะให้เป็น “ตัวแทนอัจฉริยะ” หรือเอเจนท์ แทนเครื่องมือช่วยเหลือแบบเดิม ๆ เนื่องจากปัจจุบันเอไอพัฒนาก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง…

จนเอไอมีความสามารถขั้นสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ

แนวโน้มที่ถูกพูดถึงในงาน The AI Summit London 2026” สะท้อนไว้ในวงเสวนาหัวข้อ “Modeling Reality: When AI Leaves the Cloud and Starts Walking the Streets” ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่คนในแวดวงเอไอทั่วโลกตั้งใจฟัง โดย ดร.รัตนวดี กล่าวว่า… บนเวทีได้สะท้อนความจริงที่น่าตกใจว่า… ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา องค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลกปรับตัวเข้าหาเอไอแบบก้าวกระโดด โดยพบสัดส่วนการนำเอไอมาประยุกต์ใช้ในระบบบริหารจัดการองค์กรเพิ่มขึ้นรวดเร็ว จากเดิมร้อยละ 50 ขยับเป็นมากกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสถิตินี้สะท้อนว่า… ในปี 2026 แทบทุกบริษัทมุ่งสร้างเอเจนท์อัจฉริยะเพื่อขับเคลื่อนงานสำคัญ โดยเฉพาะงานบริหารทรัพยากรบุคคลและงานบริการลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีการนำเอไอมาใช้งานในด้านนี้เพิ่มขึ้น…

นี่เป็น “เทรนด์กระแสหลัก” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ที่นักวิชาการไทยอัปเดตให้จากงานเอไอโลก

อย่างไรก็ตาม ดร.รัตนวดี ระบุว่า… เหรียญย่อมมีสองด้าน บรรยากาศในวงเสวนาดังกล่าวเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อมีการหยิบประเด็น “ผลกระทบด้านลบ” มาพูดคุย โดยชี้ว่า… ความท้าทายที่แท้จริงในยุคเอไอเอเจนท์ครองเมือง ไม่ใช่การเร่งสร้างเอเจนท์ให้มีจำนวนมากขึ้น แต่คือ “วิกฤติจากภาวะระบบแตกกระจาย” หรือ Fragmentation ของระบบเอไอ ที่เกิดจากต่างคนต่างสร้าง เช่น แต่ละแผนกในองค์กรแยกพัฒนาเอไอขึ้นมาใช้งานเฉพาะส่วน โดยไม่มีการสื่อสารหรือเชื่อมโยงฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพนักงานและลูกค้า ทำให้ต้องสลับหน้าจอหรือเปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์หลายระบบ เพื่อให้ภารกิจหนึ่งสำเร็จลุล่วง …และนี่เป็น “ดาบสองคม” ของการเข้าถึงเทคโนโลยีที่สะดวกเกินไป

นอกเหนือจากปัญหาข้างต้น อีกหนึ่งเวทีที่ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นคือ เสวนาหัวข้อ Panel: AI Is Live. Now What? – Leadership in 2026” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้วิทยากรถกเถียงถึง บทบาทผู้นำองค์กรยุคใหม่ในโลกที่มีเอไออยู่รอบตัว โดย ดร.รัตนวดี ได้สรุปประเด็นจากเวทีดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้…

ดร.รัตนวดี ระบุว่า… ผู้ร่วมเสวนาส่วนใหญ่มองว่า… สิ่งที่แยกผู้นำยอดเยี่ยมออกจากผู้นำทั่วไปในยุคนี้คือ “ความเข้าใจ” และ “ความไว้วางใจในเทคโนโลยี” ซึ่งต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งและเท่าทันสถานการณ์ เนื่องจากภายใต้บริบทโลกใหม่ เอไอเริ่มมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคแทนมนุษย์มากขึ้น ผู้นำจึงต้องปรับกระบวนทัศน์การบริหารให้สอดรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ขณะที่อีกประเด็นที่โลกตื่นตัวคือ คำถามเกี่ยวกับความเสี่ยงทางธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะกรณีที่เอไอพัฒนาต่อเนื่อง จนบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงาน 100 คน แต่ใช้งานเอไอได้คล่องตัวและเต็มประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลผลิตไม่ต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงาน 1,000 คน ซึ่งเรื่องนี้ได้ถูกพูดคุยเช่นกัน เนื่องจากเป็นสถานการณ์น่าเป็นห่วงขององค์กรขนาดใหญ่

หัวข้อนี้ถูกหยิบมาพูดคุยเช่นกัน โดยหลายคนมองว่าถ้าผู้นำธุรกิจยังยึดติดกับโมเดลทำงานแบบดั้งเดิมและไม่เร่งปรับตัว จะกลายเป็นความเสี่ยงใหญ่ในภาคธุรกิจ เพราะเอไอช่วยลดช่องว่างและตัดทอนความได้เปรียบเรื่องขนาดองค์กรไปแล้ว ทำให้ผู้นำที่ตามไม่ทันมีโอกาสตกขอบได้เลย” …แหล่งข่าวนักวิชาการคนเดิมกล่าวเรื่องนี้

ที่ผลกระทบจากเอไอไม่ได้กระทบแค่ระดับบุคคล

แต่องค์กร หรือกระทั่งระดับผู้นำองค์กรก็เจอด้วย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคนทำงานทั่วโลกคือ “ผลกระทบของตลาดแรงงาน” โดย ดร.รัตนวดี รายงานว่า… ภายในงานมีการเปิดเผยสถิติว่า… ตำแหน่งงานสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับเริ่มต้น หรือ กลุ่ม Junior Developer ลดลงถึงร้อยละ 28 ขณะที่ความต้องการบุคลากรด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ระดับสูงในภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ตัวเลขนี้สะท้อนว่า… ทักษะที่ตลาดโลกต้องการเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ..นี่เป็นข้อมูลอัปเดต “สถานการณ์เอไอ” ที่ถูกหยิบยกมาพูดในเวทีนี้

จากที่สังเกต หัวข้อที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยไม่ใช่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เต็มไปด้วยข้อกังวล ท่ามกลางโลกที่เอไอแทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง โดยเรื่องที่น่าสนใจคือ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าทักษะความเป็นมนุษย์กลับมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นจุดแข็งเดียวที่เอไอไม่สามารถลอกเลียนแบบหรือแทนที่ได้อย่างสมบูรณ์ จนทำให้โลกหันกลับมาให้คุณค่ากับสิ่งนี้” …ดร.รัตนวดี ระบุ

ทั้งนี้ นักวิชาการ มศว กล่าวกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ข้อสรุปจากวงเสวนานี้เสนอว่า… สิ่งที่จะทำให้มนุษย์เหนือกว่าเอไอได้ โดยเฉพาะเมื่อโลกก้าวสู่ “ยุคเอไอเอเจนท์” คือ “ทักษะความเป็นมนุษย์” ด้านต่าง ๆเช่น การใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ จินตนาการสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และความเห็นอกเห็นใจ ที่เอไอยังทำแทนไม่ได้ ดังนั้นความท้าทายอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จึงไม่ใช่การแข่งหรือเอาชนะเครื่องจักร แต่คือการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันระหว่างเอไอกับมนุษย์ให้ลงตัวและยั่งยืน…เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมากที่ทาง ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร นำมาอัปเดตไว้ให้กับคนไทย…

ผ่านเวทีใหญ่ “The AI Summit London 2026”

ที่ถึงแม้วันนี้ไทยยังอลวนอยู่กับโครงการเอไอ

แต่ก็ไม่ควรพลาดที่จะอัปเดตเทรนด์เอไอโลก.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์