ทั้งนี้ จากกระแสที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวและเริ่มให้ความสนใจใส่ใจกับการ “ควบคุมการใช้โซเชียลของเด็กและเยาวชน” โดยเฉพาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ด้วยการนำเอามาตรการต่าง ๆ มาใช้ รวมถึงการ บังคับใช้กฎหมาย” เพื่อหวังจะลดความเสี่ยงและปัญหารูปแบบต่าง ๆ ที่อาจแฝงมากับสื่อโซเชียล…

ในไทยเราตอนนี้ก็ “มีการตั้งคำถาม”

ว่า “ไทยควรตามรอยประเทศอื่นมั้ย?”

เกี่ยวกับ “ภัยแฝงจากโซเชียลมีเดีย” นั้น ตอนที่แล้ว “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้นำเสนอโดยสังเขปเกี่ยวกับการ “ควบคุมอายุผู้ใช้งานโซเชียล” ของหลาย ๆ ประเทศ ที่ “บังคับใช้กฎหมาย” ด้วยการ “แบนการใช้โซเชียลในเด็ก” อาทิ ออสเตรเลีย และกรีซ ที่ก็เพิ่งประกาศจะใช้วิธีนี้ในปีหน้า หรือปี 2027 รวมถึงประเทศในกลุ่มอาเซียน อย่างอินโดนีเซีย ที่แบนการใช้โซเชียลในผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ที่บังคับใช้ตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเหตุผลที่แต่ละประเทศตัดสินใจ “ใช้มาตรการกฎหมาย”นั้น ก็เป็นไปในทางเดียวกัน คือเพื่อที่จะ คุ้มครองเด็กให้ปลอดภัยจากภัยไซเบอร์รูปแบบต่าง ๆ จากเนื้อหาอันตราย รวมถึงจากพฤติกรรมเชิงลบของเด็กและเยาวชนเองที่เป็นผลพวงการ ใช้โซเชียลมีเดียแบบไม่มีขอบเขตจนทำให้เกิดปัญหา

สำหรับ “ประเทศไทย” ช่วงหลายปีมานี้ก็เริ่มจะเห็น “สัญญาณอันตราย” ที่เกิดจาก “พฤติกรรมเชิงลบในการใช้โซเชียลของเด็กไทย” เป็นระยะ ๆ แต่ถึงกระนั้น… ไทยยังไม่มีมาตรการกฎหมายโดยเฉพาะ??ในการ “ควบคุมโซเชียลในเด็ก” และก็มีเสียงเรียกร้องจากพ่อแม่ผู้ปกครอง จากสังคมบางส่วน ที่ อยากให้ไทยใช้กฎหมายกฎเหล็กเหมือนหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งกับเรื่องนี้ก็มี “เสียงสะท้อนที่น่าสนใจ” จากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการหลายคน ที่ได้สะท้อนมุมมองต่อเรื่องนี้

ลองมาดูทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้กรณีนี้

จะ “เห็นด้วย? ไม่เห็นด้วย? อย่างไร?”

เริ่มจากมุมมองนักวิชาการนวัตกรรมสื่อสารสังคม คือ ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่สะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ข้อเรียกร้องที่สังคมอยากให้ไทยมีกฎหมายคุมอายุเด็กที่เล่นโซเชียล เหมือนกับกรีซ หรือออสเตรเลีย ส่วนตัวก็ ทั้ง “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” โดยที่เห็นด้วยคือเชิงหลักการ ซึ่งการออกมาตรการปกป้องเด็กเป็นเรื่องที่ดี แต่การที่ไทยจะนำกฎหมายต่างประเทศมาปรับใช้ทันทีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

การจะนำกฎหมายของที่อื่นมาใช้ แม้หลักการจะดี แต่ในทางปฏิบัติมีรายละเอียดซับซ้อนที่ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องโครงสร้างสังคม ครอบครัว ระบบการศึกษา หรือแม้แต่ระบบการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งถ้าจะก๊อปปี้มาใช้ทั้งหมดเลย ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะทำได้” …ทาง ผศ.ดร.อาทิตยา ให้ความเห็น

ขณะที่ทางผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา คือ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต ก็ได้ให้ทัศนะ-ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้สอดคล้องกับนักวิชาการท่านแรก โดยระบุกรณี “ภัยแฝงจากโซเชียล” ว่า… ในเชิงการแพทย์ก็เห็นด้วยกับเจตนารมณ์ที่ต้องการปกป้องสมองและจิตใจเด็ก แต่ในเชิงปฏิบัติในบริบทของไทย ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจะออกกฎหมายมาบังคับใช้ ซึ่งจริง ๆ ในปัจจุบันโซเชียลเกือบทุกแพลตฟอร์มทั่วโลกห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้อยู่แล้ว ซึ่งกฎนี้ก็ใช้กับไทยด้วยแต่ทุกวันนี้บังคับใช้กฎจริงจังหรือไม่? คือคำถาม

เข้าใจดีถึงความกังวลของสังคมที่เกิดจากภาพเด็กอายุน้อย ๆ ใช้โซเชียลกันแบบอิสระ จนเหมือนไม่มีการควบคุม แต่ส่วนตัวมองว่าปัญหานี้จะไม่ถูกแก้ด้วยการเลื่อนเพดานอายุจาก 13 ปี เป็น 15-16 ปีแน่นอน แถมถ้าทำโดยไม่ศึกษารอบด้าน ไม่เพียงแต่ไม่ลดปัญหา แต่ยังอาจก่อปัญหาอื่น ๆ ตามมาด้วย”…ทาง ดร.นพ.วรตม์ สะท้อนไว้

และนอกจากมุมมองนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวข้างต้นแล้ว อีกเสียงสะท้อนน่าคิดคือเสียงจาก รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น และผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ที่ได้ให้ทัศนะน่าสนใจผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มาว่า… เห็นด้วยที่ต้องควบคุมการใช้โซเชียลให้เหมาะสม เพราะพฤติกรรมติดโซเชียลเด็กไทยตอนนี้วิกฤติมาก!! แต่ไม่เห็นด้วยที่จะออกกฎหมายเด็ดขาดหรือถึงขั้นเป็นความผิด ซึ่งการหนุนให้ “ออกกฎหมายตรง ๆ มาบังคับเด็ก” นั้น สะท้อน “วิธีคิดแบบด้านเดียว” ที่สังคมไทยชอบใช้กัน ซึ่งไม่เพียงไม่ทำให้ปัญหาลดลง แต่ยังทำให้ปัญหาอื่น ๆ โผล่ตามมาด้วย

ปัญหาคือ กฎหมายที่มี เช่น เรื่องเรท ปัจจุบันยังใช้จริงจังไหม สองคือ ถ้าไม่ให้เด็กเล่นโซเชียล แล้วจะให้เด็กทำอะไร สังคมมีพื้นที่สร้างสรรค์มากพอที่จะให้เด็กนำเวลาที่เคยเล่นโซเชียลมาใช้กับพื้นที่แบบนี้มั้ย ซึ่งการที่จะทำตามโมเดลของที่อื่น ๆ จะดูแค่กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูมาตรการอื่น ๆ ด้วย” …ทาง รศ.นพ.สุริยเดว ระบุ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่ง “เสียงสะท้อนที่น่าพิจารณา” เกี่ยวกับการที่จะ“ป้องกันภัยแฝงจากโซเชียลมีเดียให้เด็ก”อย่างเหมาะสม…

จะให้เหมาะสม “มิใช่แค่มีกฎหมายคุม”

โดยควรจะ “ต้องมีแนวทางอื่นควบคู่”

แนวทางอะไร? ตอนต่อไปมาดูกัน”

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์