ทั้งนี้ กับวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาล ท่ามกลางวิกฤติหลายเรื่องที่ซ้อนทับนั้น ระหว่างนี้ “คนไทยอาจต้องช่วยเหลือตัวเอง” โดยลำพังไปก่อน เพื่อให้อยู่รอดจากวิกฤติให้ได้นานที่สุด ซึ่งแต่ละคนก็คงจะพยายาม “ค้นหาวิธีรับมือ” ผ่านวิธีการต่าง ๆ ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไป…
เพื่อ “รับมือแรงกระแทก” วิกฤติที่เกิดขึ้นนี้
หรือเพื่อ “ลดผลกระทบ” จากแรงกระแทก
ที่เปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่กระหน่ำชีวิต

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล
สำหรับแนวทาง “รับมือแรงกระแทก” และเพื่อ “ลดผลกระทบชีวิต” จากสารพัดวิกฤติซึ่งมีทั้งวิกฤติที่เป็นอยู่ รวมไปถึงวิกฤติลูกใหม่ที่จะตามมาอีกนั้น เรื่องนี้ก็มีคำแนะนำที่ทาง ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ให้แนวทางไว้ โดยได้กล่าวว่า… วิกฤติสงครามซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่ก่อนหน้าให้ยิ่งดิ่งลงเหวมากขึ้น ซึ่งถึงแม้บางคนจะพยายามมองวิกฤติที่เกิดให้เป็นเรื่องปกติที่คนอื่น หรือประเทศอื่น ๆ ก็เจอเหมือนกัน แต่จะต้องไม่ลืม “จุดอ่อนไหวของไทย” ที่อาจจะส่งผลทำให้วิกฤติเดียวกัน…แต่กลับทำให้ “ไทยเจ็บกว่า เนื่องจากต้องยอมรับว่า… ประเทศไทยมีศักยภาพ “แรงต้านทานต่อวิกฤติในระดับที่ต่ำ”
เมื่อเทียบกับศักยภาพในอีกหลายประเทศ
จากจุดอ่อนดังกล่าวที่ทำให้น่าหวั่นใจเช่นนี้ กรณีนี้จึงน่าห่วงว่า… ไทยมีโอกาสเจ็บหนักกว่าเพื่อน!! รวมถึง… มีโอกาสเจอวิกฤติหลายเด้ง อีกด้วย… ทำให้คนไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ “เพื่อรับแรงกระแทก” ส่วนจะมีวิธีรับแรงกระแทกอย่างไร? …หรือมีแนวทางใดช่วยให้ลดแรงกระแทกที่เกิดขึ้นและเข้ามาให้ลดลงได้นั้น กรณีนี้นักวิชาการธรรมศาสตร์ ได้แนะนำไว้เป็นแนวทาง “คู่มือรับมือวิกฤติ” ทั้งกับวิกฤติตอนนี้ และวิกฤติอื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคต ดังนี้…
ให้จัดทำตารางชีวิตใหม่ เพื่อทบทวนว่าตัวเองมีเงินเก็บไว้ใช้ชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานานเพียงใด ในกรณีที่ถูกลดเงินเดือน หรือมีรายได้ลดลงไป 50% จากปกติ หรือมีเงินเก็บพอที่จะใช้ชีวิตได้นานแค่ไหน กรณีที่ถูกเลย์ออฟหรือตกงานใน 3-6 เดือนข้างหน้านี้, ให้วางแผนการใช้เงินใหม่ โดยคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุด และให้เน้นใช้ชีวิตยึดหลักประหยัดที่สุด,ลองประเมินทรัพย์สินที่มี ดูว่ามีทรัพย์สินอะไรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ หรือสามารถนำไปใช้เปลี่ยนเป็นเงินสดได้หรือไม่ และสุดท้ายคือ หาช่องทางขายไว้ล่วงหน้า ซึ่งถ้าพบช่องทางที่ถ่ายเททรัยพ์สินได้ ควรทำทันที เพราะถ้าทอดเวลาไปอีก 3-6 เดือน เมื่อถูกลดเงินเดือน หรือตกงานโดยไม่เตรียมตัว จะยิ่งทำให้ชีวิตลำบาก เนื่องจากการหารายได้เพิ่มช่วงวิกฤตินั้นทำได้ยากมาก

“กรณีที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขาย หรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้ตัวเอง หรือแม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระในการผ่อนระยะยาว ให้วางแผนขายตั้งแต่เนิ่น ๆ”
ส่วน “กลุ่มคนต่างจังหวัด” ที่มีบ้านหรือที่พักในภูมิลำเนาบ้านเกิดอยู่แล้ว กรณีนี้ ศ.วิทวัส มีคำแนะนำเช่นกัน โดยแนะนำเอาไว้ว่า… ให้เริ่มวางแผนชีวิตทุกมิติไว้ล่วงหน้า เช่น กรณีที่บริษัทให้ Work Form Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯ ซึ่งถ้าสถานการณ์ดีขึ้นค่อยกลับมา ซึ่งวิธีนี้เป็น “โมเดลเดียวกับช่วงโควิด-19” ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ว่า… “ได้ผล” ในการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับชีวิตของหลาย ๆ คน
นอกจากนั้น นักวิชาการคนเดิมยังพูดถึง “คนที่จะรับแรงกระแทกเป็นกลุ่มแรก ๆ” ว่า… สามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มเกษตรกร ที่จะได้รับผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อาทิ ราคาปุ๋ย บรรจุภัณฑ์เพื่อส่งออก ค่าประกันภัย ซึ่งเมื่อต้นทุนสูงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้,กลุ่มอาชีพเกี่ยวข้องกับการขนส่ง โดยเฉพาะอาชีพขนส่งที่เป็นอิสระ ซึ่งอาจต้องผ่อนรถมาใช้ทำงาน และผ่อนต่อไม่ได้ จนรถถูกยึด แลละติดเครดิตบูโร ทำให้เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ก็จะยังไม่สามารถทำอาชีพต่อได้อยู่ดี
กลุ่มอาชีพเกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมการบิน ซึ่งจะได้รับผลกระทบคล้าย ๆ กับในช่วงโควิด-19 เนื่องจากเมื่อน้ำมันแพงขึ้น ค่าโดยสารก็ย่อมแพงขึ้นตามไป รวมถึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ลดการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อประหยัด และกลุ่มสุดท้าย กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เพราะในสถานการณ์ปกติก็มีรายได้รายจ่ายตึงตัวอยู่แล้ว เมื่อข้าวของแพงและค่าไฟสูงขึ้น จึงทำให้ผู้มีรายได้น้อยจึงยิ่งมีกำลังซื้อจำกัด และมีโอกาสก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น โดยทาง ศ.วิทวัส ย้ำว่า… หากเป็นแบบนี้ต่อไปจะกลายเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล ซึ่งถ้าแก้ปัญหาไม่ดี ปรชาชนอาจอกมาประท้วง ซึ่งหากเกิดการประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งกระทบเศรษฐกิจไทยซ้ำ!!! …ศ.วิทวัส ระบุ “ฉากทัศน์น่าหวั่น” จากวิกฤติที่เกิดขึ้นเวลานี้…
ที่นอกจากคนไทยต้องหาวิธีรับแรงกระแทก
รัฐบาลก็เสี่ยงที่จะเจอแรงกระแทกประชาชน
ยิ่งถ้าหากคนรู้สึกว่า…ทำได้ไม่เวิร์กอย่างที่คุย.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



