เคยเสนอห้ามไม่ให้ พระมหากษัตริย์ มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะ ต้องสาบานตนต่อรัฐสภา ในฐานะประมุขว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ และผลักดันยกเลิก กฎหมายอาญามาตรา 112 พูดง่าย ๆ ว่ามีบทบาท วิพากษ์วิจารณ์สถาบัน อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ “นายปิยบุตร แสงกนกกุล” สวมบทนักวิชาการในกลุ่มนิติราษฎร์ ต่อมาเมื่อเข้ามาทำงานทางการเมืองร่วมกับ “พรรคอนาคตใหม่” จะหยุดพาดพิงสถาบันไปได้พักหนึ่ง
จากนั้นเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 69 นายปิยบุตรที่ใครบางคนเรียกว่า “อาจารย์ป๊อก” ในฐานะ เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศยุติบทบาท การเป็นผู้ช่วยหาเสียง ให้พรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ หลังเสร็จสิ้นภารกิจรณรงค์เลือกตั้ง และ การปฐมนิเทศ บุคลากรพรรค
แจกแจงว่า ขณะนี้ได้ ปลดเปลื้องพันธะผูกพัน กับพรรคประชาชนครบถ้วน ตามภารกิจเรียบร้อยแล้ว จึงขอ กลับมาใช้ความรู้ ในการคิดพูด และเขียนอย่างอิสระ โดยไม่เกี่ยวข้องหรือกระทำการ ในนามพรรค อีกต่อไป แต่ความเห็นเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่เสนอให้ยกเลิก องค์กรคณะองคมนตรี ออกมาภายหลัง “พรรคประชาชน” และ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคส้ม
ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การประชุม กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมี “องคมนตรี” ร่วมประชุมกับฝ่ายบริหาร ที่มี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมด้วย
โดย “นายญัฐพงษ์” ระบุว่า การแสดง บทบาทของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ที่ไม่ควรที่จะนำตัวแทน หรือสถาบันมาเกี่ยวข้อง กับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจ ล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใด ๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
จากนั้นหัวหน้ารัฐบาล ก็ออกมาตอบโต้ โดยบอกว่า ความเห็นทั้งหมด ที่พูดมาก็ผิดหมด มันไม่ใช่การประชุม มันไม่ได้เป็นการสั่งการ มันไม่ได้ก้าวก่ายการทำงานของแต่ละภาคส่วน แค่นี้ยังไม่รู้เลยว่าการบริหารประเทศทำอย่างไร แล้วมา แค่นจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและวุฒิภาวะ
นั่นหมายความว่า ทั้ง นายปิยบุตร และ แกนนำพรรคส้ม คงมีนัดหมายกันไว้ เรื่องให้ข่าวเกี่ยวกับ “องคมนตรี” ใครเป็นไม้หนึ่งใครเป็นไม้สอง เพื่อปลุกกระแสความนิยมของกองเชียร์ หลังถูกวิจารณ์ว่า “บรรดาเครือข่ายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พยายามลดระดับ ไม่แตะปมร้อน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน แต่การออกมา เปิดประเด็นรอบใหม่ พุ่งเป้าไปที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องบอกว่า ไม่ธรรมดาจริง ๆ
สำหรับเหตุผล ของเลขาธิการคณะก้าวหน้าที่เสนอให้ยกเลิกองคมนตรี มีทั้งหมด 5 ข้อ โดยเฉพาะ ข้อ 4. เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ การแสดงความเห็น ตลอดจนพฤติกรรมขององคมนตรี ที่อาจทำให้ สังคมคลางแคลงใจ วิจารณ์ หรือตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมืองและทางเศรษฐกิจการค้า
จนส่งผลเสีย กระทบต่อสถาบันกษัตริย์ จึงเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี รัฐธรรมนูญไม่ต้องรับรองการมีอยู่ของคณะองคมนตรีทำนองเดียวกันกับ รัฐธรรมนูญสามฉบับแรก นอกจากนี้การยกเลิกคณะองคมนตรียังช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดิน
ขณะที่รัฐธรรมนูญ 60 ระบุถึง “องคมนตรี” ว่าเป็นคณะบุคคลที่ พระมหากษัตริย์ทรงเลือก และทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่น อีกไม่เกิน 18 คน มีหน้าที่ถวายความเห็น ต่อพระมหากษัตริย์ ใน พระราชกรณียกิจทั้งปวง ที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา รวมทั้งปฏิบัติภารกิจ ตามที่ พระมหากษัตริย์ทรงกำหนด หรือทรงมอบหมาย การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการทำให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
การออกมาปลุกกระแสให้ ยกเลิก “องคมนตรี” ของนายปิยบุตร ในช่วงที่จะมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ คงต้องรอดูร่างแก้ไขกฎหมายแม่บทปกครองประเทศ จะเปิดทางให้มีการ แก้ไขหมวด 1 และ 2 หรือไม่ หรือหวังจะดับเครื่องชนผู้มากบารมี.
“เขื่อนขันธ์”



