ทั้งนี้ หลายปีดีดักแล้วที่วงการแพทย์ในบ้านเรามีกระบวนการ “สู้มะเร็งเต้านม” ให้บรรดาคุณผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ ตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นจนเพิ่มมากขึ้นไปกว่านั้น โดยมีทั้งการใช้ ยากิน ยาฉีด เคมีบำบัด ไปจนถึง ผ่าตัด แต่…ไม่ว่าจะผ่าตัดออกทั้งเต้าหรือผ่าตัดแบบถนอมเต้า หลังผ่าตัดแล้วก็ยังต้องพึ่ง “รังสีรักษา” เป็น “อีกตำรับสู้” เป็นอีกขั้นตอนที่จำเป็น…
“รังสีรักษา” เพื่อ “ปิดโอกาสลุกลาม”
เพื่อ “สกัดเซลล์มะเร็งอย่างเด็ดขาด”
เกี่ยวกับการใช้ “รังสีรักษาสู้มะเร็งเต้านม” นั้น แต่เดิมการที่ผู้ป่วยจะเดินหน้าสู่ขั้นตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องหมู ๆ โดยเมื่อหลายสิบปีก่อนหน้านี้การจะได้รับ “รังสีรักษา” ไม่อาจจะหาได้จากที่อื่นใดนอกเสียจากตามโรงพยาบาลในสังกัดของรัฐ ด้วยเหตุผลในด้านการ “ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากอานุภาพของรังสี” นั่นเอง ดังนั้น จึงส่งผลให้ผู้ป่วยที่จำเป็นจะต้องได้รับรังสีรักษาเกิดการสะสมจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงกับต้องรอนานเป็นเดือน หรืออาจจะหลายเดือน ซึ่งมีทั้งผู้ป่วยกลุ่มประชาชนทั่วไป และผู้ป่วยกลุ่มที่ “ใช้สิทธิรักษาแบบเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลาง”แต่เดิมก็ไม่พ้น “ต้องรอ” เช่นกัน
แต่เดิม “ผู้ป่วยต่างต้องรอ–รอ–รอ”… แม้กระทรวงสาธารณสุขเตือนให้ “ต้องเข้ารับรังสีรักษาในเวลาไม่เกิน 6 สัปดาห์หลังผ่านการผ่าตัดกำจัดมะเร็งในขั้นแรกแล้ว” ก็ตาม!! …นี่คือสถานการณ์ที่เคยเกิด และก็ยังเกิดอยู่
ปัญหาดังกล่าวนี้…แน่นอนว่า “สร้างความกังวลอย่างยิ่งแก่ผู้ป่วย” เพราะไม่มีใครอยากเปิดโอกาสให้ “มะเร็งร้ายฟื้นชีพมาลุกลาม” ได้อีก ซึ่งที่ต้องยอมรับความจริงคือ “ข้อจำกัดของรัฐ” ในการที่จะ “เปิดให้บริการเพิ่ม” เพื่อสนองตอบความต้องการเข้ารับ “รังสีรักษา” ได้อย่างทันอกทันใจ ท่ามกลางสถานการณ์ โรงพยาบาลของรัฐมีจำนวน “ผู้ป่วยด้วยภัยคุกคามจากมะเร็งร้ายมีโอกาสได้รับอันตรายซ้ำเพราะมะเร็งฟื้นชีพมาลุกลาม” สะสมเพิ่มทวียิ่งขึ้น เรื่อย ๆ…
อย่างไรก็ดี โชคดีที่ “วงการแพทย์ในประเทศไทยมีการพัฒนาก้าวหน้าต่อเนื่อง”เรื่อยมา… พร้อม ๆ กับ “มีการเติบโตของโรงพยาบาลเอกชน” โดยที่มีการจัดหา “เทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้าทันสมัย” ไว้รับมือสารพัดโรคอย่างเห็นผลจับต้องได้ รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ “รังสีรักษาที่มีประสิทธิภาพในการสยบฤทธิ์มะเร็งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น”กว่าเดิม ๆ

“รังสีรักษาสู้มะเร็ง…ในไทยก็ก้าวหน้า”
แน่นอนว่า…“รวมถึงกับมะเร็งเต้านม”
นี่จึงกลายเป็น “ความลงตัว” ที่สอดรับนโยบายของกระทรวงการคลัง ซึ่งก็หวังคลี่คลายปัญหาความคับคั่งของจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รอคิว “รังสีรักษา” โดยไม่ต้องรอการระบายแบบเดิม ๆด้วยการกดปุ่ม เปิด Fast Track หรือทางด่วน ให้ผู้ป่วย “สิทธิระบบสวัสดิการข้าราชการ…สามารถเข้ารับรังสีรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้” เพื่อให้เข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น …ดังที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีตัวอย่างที่ “โรงพยาบาลรามคำแหง 2” มานำเสนอ
สำหรับกรณี “เซลล์มะเร็งอาจฟื้นชีพอีกถ้าผ่านการผ่าตัดกำจัดมะเร็งเต้านมแล้วไม่ได้รับรังสีรักษาภายใน 6 สัปดาห์” ที่ทางสาธารณสุขออกโรงเตือนไว้… ก็ยังมีประเด็นเทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้นมาช่วยให้สบายใจขึ้นอีกด้วย
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาก้าวไกลถึงขั้น “รังสีรักษาแบบ 4 มิติ” ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อ สกัดการลุกลามของเซลล์มะเร็งเต้านม พร้อมช่วยลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียงให้ปลอดภัยจากรังสี ได้ดียิ่งขึ้นโดยช่วยลดจำนวนครั้งในการฉายรังสีลง ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเข้ารับรังสีถึง 25 ครั้งตามมาตรฐานดั้งเดิม ซึ่ง ผู้ป่วยสิทธิระบบสวัสดิการข้าราชการที่เข้ารับรังสีรักษาแบบ 4 มิติที่โรงพยาบาลรามคำแหง 2 ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่อย่างใด
ถือเป็น “ประโยชน์” ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม กลุ่ม ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัด/บำนาญ และพ่อแม่ คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ที่มีโอกาสรับ “รังสีรักษา” หรือ “ฉายแสง” โดยไม่ต้องสำรองจ่าย ไม่ต้องรอคิวนาน โดยมี “ทางเลือกใหม่” ที่ไม่ใช่แค่ใช้สิทธิสวัสดิการ แต่ยังรวมถึงได้ประโยชน์ด้านความ“แม่นยำมากขึ้น–ปลอดภัยมากขึ้น”จาก “เทคโนโลยีการแพทย์ยุคใหม่ที่ก้าวหน้า”ไปพร้อมกันด้วย …ดังตัวอย่างกรณี “โรงพยาบาลรามคำแหง 2” ที่ระบุมา

ทั้งนี้ เป็นไปได้สูงว่าการคลี่คลายปัญหาความคับคั่งของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รอรับ “รังสีรักษา” ด้วยการเปิดโอกาสให้ “ผู้มีสิทธิรักษาระบบสวัสดิการของรัฐสามารถเข้าใช้บริการจากโรงพยาบาลเอกชน” ได้…ด้วย “เครื่องฉายรังสี 4 มิติ” จะมีผลต่อการลดความน่ากลัวของภัย “มะเร็งเต้านม” ที่ครองสถิติการป่วยและเสียชีวิตอันดับ 1 ของหญิงทั่วโลก และหญิงไทย โดยพบผู้ป่วยใหม่เฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน และเสียชีวิตเฉลี่ย 13 คนต่อวัน!!…นี่เป็นสถิติที่ต่อไปในไทยเราน่าจะมีโอกาสสดลง
จาก “เทคโนโลยีการแพทย์ยุคใหม่”ที่มีการนำเข้ามาใช้ประโยชน์ อย่าง “เครื่องฉายรังสีรักษา 4 มิติ” เพื่อสยบฤทธิ์พิษภัยมะเร็งเต้านมหลังจากผ่าตัดแล้ว ก็น่าจะมีส่วนสำคัญที่ไม่อาจขาดได้สำหรับวงการแพทย์ น่าจะ “ลดสถิติที่น่าห่วง” สำหรับประชากรหญิงไทย…กรณี “มะเร็งเต้านม”ทั้งผู้ป่วยกลุ่มสิทธิรักษาในระบบสวัสดิการของรัฐ ตลอดถึงผู้ป่วยทั่วไป
นี่น่าจะเป็นการ “ลดความน่ากลัวลง”
ได้ “อย่างเห็นผลมากขึ้นนับแต่นี้ไป”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



