นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตก ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 10 – 15 กรกฎาคม 2569 โดยเฉพาะ 5 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี ให้ระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมถึงพายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” แม้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย แต่จะทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนสะสม พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวจึงควรเตรียมแปลงปลูกให้พร้อม ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งอันดามัน ร่วมกันประเมินสถานการณ์ สำรวจพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมการป้องกันและลดผลกระทบจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” เช่น ตัดแต่งกิ่งพืชลดความเสียหายจากลมพายุ และเตรียมช่องทางการระบายน้ำออกจากพื้นที่ป้องกันน้ำขัง เป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 11 – 12 กรกฎาคม 2569 ที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น นอกจากนี้ พยากรณ์โดยรวมทุกภาคของประเทศไทยช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 จะมีฝนเฉลี่ยร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ ตลอดจนการพยากรณ์ในเดือนสิงหาคม 2569 จะมีฝนทั่วประเทศเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 85 ซึ่งสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อพืช ผลผลิตการเกษตร และพื้นที่แปลงปลูกได้ จึงควรเตรียมการป้องกันในระยะยาว

อิทธิพลความแปรปรวนของสภาพอากาศประกอบกับสถานการณ์เอลนิโญที่ทวีความรุนแรงในปี 2569 ซึ่งอาจก่อให้เกิดฝนตกสะสมในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 ดังนั้น นอกจากพี่น้องเกษตรกรไทยจะเตรียมพื้นที่รับมือก่อนและขณะเผชิญหน้ากับอิทธิพลของพายุแล้ว จะต้องพัฒนาทักษะและศักยภาพที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวเพื่อประกอบอาชีพการเกษตรผ่านความแปรปรวนของการเกิดภัยพิบัติ สามารถฟื้นฟูพืชและพื้นที่การเกษตรหลังเผชิญภัยพิบัติให้กลับสู่สถานการณ์ปกติด้วย ได้แก่ ทักษะประเมินสภาพต้นพืชและดินปลูก องค์ความรู้และความสามารถผลิตชีวภัณฑ์ดูแลรักษาพืชด้วยตนเองอย่างเหมาะสม ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน และศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เพื่อให้เกษตรกรร่วมปฏิบัติจริงในการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มากำจัดโรคพืช และเชื้อราเมตาไรเซียมกำจัดแมลงศัตรูพืชเป็นต้น พร้อมป้องกันและฟื้นฟูการทำเกษตรในทุกสภาพอากาศ

สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ กรณีเกิดความเสียหายจะตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรที่เป็นปัจจุบัน เมื่อจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนขอรับการช่วยเหลือที่กำหนด ไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันเกิดภัย โดยเกษตรกรสามารถติดตามสถานะการช่วยเหลือได้ ผ่านทางเว็บไซต์ https://disaster.doae.go.th/ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรเตรียมพร้อมป้องกันภัยธรรมชาติและติดตามพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง หากต้องการคำแนะนำและความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลในพื้นที่ทันที