ทั้งนี้ ในตอนนี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะชวนดู “ข้อเสนอแนะ ที่เป็น “มุมมองจากนักวิชาการด้านนวัตกรรมสื่อสารสังคม” ที่สะท้อนกรณี “พฤติกรรมเด็กติดโซเชียล”

กรณี “ภัยแฝงจากโซเชียลต่อเด็ก”

อีกหนึ่ง “ปรากฏการณ์ปัญหาสังคม”

ที่ “ผู้ใหญ่ต้องร่วมกันรับผิดชอบแก้ไข”

สำหรับเสียงเรียกร้องที่เริ่มมีกับปรากฏการณ์ “เด็กไทยติดโซเชียล” ถึงขั้นมีกระแส เรียกร้องให้ไทยใช้กฎหมายคุมเข้มอายุเด็กเล่นโซเชียล เหมือนในต่างประเทศ เช่น กรีซ ออสเตรเลีย ทาง ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้สะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มาว่า… เห็นด้วยในแง่เจตนารมณ์ของสังคมที่อยากช่วยเด็ก แต่การจะ “ถอดแบบโมเดลต่างประเทศมาใช้เลย” นั้น ในทางปฏิบัติอาจจะ “ไม่ง่าย” เนื่องจากมีความแตกต่างกันทั้งในแง่โครงสร้างสังคม ครอบครัว ระบบการศึกษา หรือการบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ถ้าไทยจะนำมาใช้จริง ๆ กรณีนี้ส่วนตัวก็มองว่า…จะต้องนำมาศึกษา หรือ “ต้องถอดบทเรียนให้รอบคอบก่อน” ที่จะใช้งาน…

จะ “ต้องหาจุดลงตัวที่เหมาะสมที่สุด”

แหล่งข่าวนักวิชาการท่านเดิมสะท้อนต่อไปว่า… ถ้าไทยจะจำกัดการใช้งานโซเชียลของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ในเชิงหลักการก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่ ต้องทบทวนเสียก่อนว่าสังคมไทยพร้อมแค่ไหนกับมาตรการ? เพราะหากนำกฎหมายมาใช้โดยไม่ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมคนไทย กฎหมายก็อาจกลายเป็นหมัน หรือสร้างปัญหาใหม่เกิดขึ้นตามมา ซึ่งถ้าดูพฤติกรรมเด็กไทยในปัจจุบัน จะพบว่า… การใช้โซเชียลมีเดียไม่ได้มีเพียงด้านลบ เด็กมีการใช้แพลตฟอร์ม อย่าง TikTok หรือ YouTube เป็นเหมือน “ห้องสมุดความรู้” หรือเป็น “แรงบันดาลใจ” ด้วยการใช้งานเสิร์ชเอนจิ้น เพื่อค้นหาความรู้ หาสิ่งที่ชอบ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า… ภาพที่สังคมกังวลใจ” ก็มีอยู่มาก คือ เด็กใช้โซเชียลเพื่อความบันเทิงมากกว่าการเรียนรู้

ที่ “อาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเชิงลบ”

อาจจะ “เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม”

ทาง ผศ.ดร.อาทิตยา ยังสะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… พฤติกรรมที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ผู้ใหญ่ “กังวล” กับ “การใช้โซเชียลของเด็ก” มีตั้งแต่… เด็กบางคนติดการใช้โทรศัพท์มือถือโดยที่ต้องขอ เปิดแอปพลิเคชันไว้ตลอด เพื่อจะได้เข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ พฤติกรรม “ติดโซเชียลโดยไร้การควบคุม” จะทำให้เด็กสมาธิสั้นลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการที่เด็กติดคลิปสั้น (Short Clips)ที่อาจส่งผลทำให้สมองเด็กขาดการจดจ่อ, เด็กบางคน เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโซเชียล หรือ “Social Comparison” ซึ่งเด็กจะเห็นแต่ภาพลักษณ์ความสำเร็จ หรือความร่ำรวย ของเพื่อน หรือคนแปลกหน้า จะเห็นด้านเดียว แต่นำมาเป็นมาตรวัดคุณค่าตัวเอง จนนำสู่พฤติกรรมก้าวร้าว หรืออยากได้อยากมีตามอย่างคนอื่น …ทางนักวิชาการระบุ

และอีกประเด็น “น่ากังวล” ที่พบมากสุด คือ “วิกฤติการสื่อสาร”โดยนักวิชาการ มศว ชี้ว่า… เกิดจากการที่เด็กเลือกใช้เวลาในโซเชียลมากไป จนทำให้ ขาดทักษะการเผชิญหน้า และการจัดการอารมณ์ตัวเอง เนื่องจากเด็กชินกับการสื่อสารแบบได้ทุกที่ ทุกเวลา และโต้ตอบได้ทันทีผ่านโซเชียล หรือแอปพลิชันต่าง ๆ จนเด็ก ขาดความเกรงใจ และไม่รู้จักการรอคอย

ทั้งหมดเป็นผลจากพฤติกรรมติดโซเชียลของเด็ก แต่ลึก ๆ นั้น การที่เด็กติดหน้าจอ ติดโซเชียล เมื่อมองลงไปอีกอาจพบปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาในครอบครัว ซึ่งครอบครัวที่พ่อแม่ต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลลูก โซเชียลจึงทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงราคาถูกที่ทำให้ลูกอยู่นิ่งได้” …ทาง ผศ.ดร.อาทิตยา ฉายภาพไว้เกี่ยวกับปัญหาที่อาจจะคิดไม่ถึง นั่นคือปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาของครอบครัว ที่อาจเกี่ยวเนื่องสู่ปัญหาติดโซเชียล…

ติดโซเชียลอาจ “มีปัญหาอื่นซ่อนอยู่”

แต่ทั้งนี้ กับ “ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นทางออก” นั้น ทาง ผศ.ดร.อาทิตยา ระบุว่า… ส่วนตัวก็มองเป็นเรื่องดีถ้ารัฐจะช่วยควบคุมดูแลการใช้โซเชียลของเด็ก ๆ บ้าง แต่ถ้าถึงกับห้ามเด็ดขาดเลยก็อาจดูรุนแรงไปสักนิด และในทางปฏิบัติจริงก็คงยากต่อการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น ระหว่างที่นำโมเดลของต่างประเทศมาถอดบทเรียน จึงเสนอว่า… ที่น่าจะทำได้เลยคือสังคมร่วมกันสร้างความร่วมมือ 3ระดับคือ… ครอบครัวพ่อแม่ผู้ปกครอง ตั้งกติกาใช้โซเชียลที่ชัดเจน รวมถึงเมื่อใดควรหยุดเล่น, โรงเรียนเน้นสร้าง Media Literacy และ Digital Literacy ไม่ใช่แค่ห้าม โดย สอนให้รู้ข้อดีข้อเสีย ให้เด็กปกป้องตัวเอง

และระดับ นโยบายรัฐ รัฐควรเพิ่มการ สนับสนุนการเปิดพื้นที่สาธารณะให้เด็กมีที่เล่นและเรียนรู้โดยไม่เสียเงิน เพราะถ้าเด็กมีกิจกรรมอื่นที่สนใจ ก็จะลดความต้องการใช้โซเชียลลงเอง …ต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นอีก “เสียงสะท้อนข้อเสนอ”

สรุปคือ “ใช้กฎหมายคุมเข้มก็ไม่พอ”

ถ้าจะ “ป้องกันภัยแฝงจากโซเชียล”

ก็ “ต้องทำเพื่อเด็กมากกว่าห้าม!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์